11 May 2010

ขับรถ มันอยู่ที่สันดาน

ขับรถมาได้ปีครึ่งแล้วครับ เรื่องที่ควรเจอบนถนนก็เจอมาน่าจะหลายกรณีแล้ว ทั้ง รถชน (ไปเสยก้นเบนซ์ซะด้วย) ยางแตก ตำรวจเรียก และอื่นๆ ยิบย่อยอีกมากมาย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่อยากจะบ่นวันนี้คือเรื่องสันดานการขับรถ โดยเฉพาะพวกรถรับจ้างทั้งหลาย ที่ผมสุดจะทนแล้ว

พวกแรก ก็คือแท็กซี่ ใครที่ขับรถนี่เจอความน่ารำคาญปนน่าโมโหแทบทุกคนก็ว่าได้ เวลามีผู้โดยสารมันก็ไม่รู้จะขับเร็วไปไหน ปาดหน้าไปทั่ว ก็เข้าใจว่าจะได้ทำยอดเยอะๆ ถ้าชนหนนึงคุ้มมั้ยครับ? แต่พอไม่มีผู้โดยสารมันก็ไม่รู้จะขับรถช้าไปไหนอีกเหมือนกัน ถนนใหญ่ไม่เท่าไหร่ แต่อยู่ในซอยนี่ลำบากใจจริงๆ จะแซงก็ไม่ได้ พอนึกอยากจะจอดแช่ที่ป้ายรถประจำทาง ก็จอดเอาดื้อๆ


จริงๆพอนึกถึงแท็กซี่แล้วขอนอกเรื่องหน่อยแล้วกัน รถเปล่าที่วิ่งเยอะฉิบหาย เปลืองน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติมาก ค่าโดยสารก็แพงเกินกว่าคุณภาพของรถ และการบริการ เป็นสิ่งที่สมควรแก้ไขมาก-มากที่สุด แต่กลับไม่มีการดำเนินการอะไรเลยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงคมนาคม)

พวกที่สองคือรถตู้ประจำทาง พวกนี้พอขับบนถนนนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะคันใหญ่กว่าแท็กซี่จะเร่งที แซงทีก็ลำบาก แต่ปัญหาคือตอนจอดรับส่งครับ เพราะมันเล่นจอดแช่เลยเหมือนกัน คนก็ไม่ได้ขึ้น (มึงจะจอดทำไมวะ!) กระจกมองหลังไม่เคยดูว่ารถมันติดขนาดไหน รถเมล์ที่ควรจะต้องจอดตรงป้ายก็จอดไม่ได้ เพราะพวกนี้ดันคุมที่อยู่ อย่างกับยากุซ่า (ฮา) ต้องไปจอดเลยป้าย หรือเลนสอง ซึ่งมันก็ทำให้รถติดหนักเข้าไปใหญ่


พวกสุดท้ายนี่หนักสุดครับ จักรยานยนต์ แว้นจัดกันเหลือเกิน กฏจราจรบัญญัติไว้อย่างไร พวกนี้แหกหมด ทั้งขับย้อนศร ขับเลนในสุด ไม่สวมหมวกกันน็อก จอดเรี่ยราด ฯลฯ ปัญหาที่เจอหนักสุดสำหรับแถวบ้านผมคือขับย้อนศรครับ ปัญหามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิม เพราะมันขับเหมือนกับ “กูขับถูกทิศแล้ว!” อืมม… ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

คิดเรื่องนี้มาก็นานแล้ว ผมก็คิดวิธีการที่จะแก้ปัญหานี้ได้หลายวิธีครับ


1. ต้องควบคุมกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่านี้ แน่นอนว่าต้องลงโทษตำรวจที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะถึงอย่างไร เท่าที่ผมสังเกตคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยก็ทำตามกฏเพราะว่าความกลัวในบทลงโทษ (จะมีซักกี่คนที่รู้ถึงความหมายของการมีบทลงโทษในบทกฏหมาย)


2. ต้องจัดระเบียบการดำเนินงานของรถแท็กซี่ โดยการลดปริมาณ และเพิ่มคุณภาพ ไม่ใช่ว่าขับรถเป็น คุณก็ทำอาชีพขับแท็กซี่ได้ ผมยอมจ่ายแพงกว่านี้ถ้าคนขับ และรถมีคุณภาพ


3. เรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญที่สุดครับ คือต้องพัฒนาระบบการศึกษา จริงๆ ทุกอย่างที่เป็นปัญหาของไทยก็มาจากเรื่องนี้ทั้งนั้น (หรือใครจะเถียง) ทุกคนรู้ดี หลายคนพยายามปรับปรุงด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ แล้วคนที่มีหน้าทีตรงนี้ล่ะครับ ทำอะไรอยู่?


ปล. คนที่ไม่เคยขับรถอาจจะไม่รู้ถึงความลำบากใจ อึดอัดใจตรงนี้เท่าไหร่ ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ

28 December 2009

วิธีแก้ Google Calendar Sync ให้ใช้ได้กับ Outlook 2010

screenshot_02

ปกติแล้วผมจะใช้มือถือในการจดบันทึกนัดหมายต่างๆ เรียกว่าตารางงานทั้งหมดฝากไว้กับมือถือ ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้ตารางนัดหมายเหล่านี้หายไป ผมจึงใช้ Google Calendar Sync ซึ่งจะทำการ Sync ข้อมูลระหว่างปฏิทินใน Outlook (ที่ sync กับมือถือผมผ่าน PC Suite ของ Nokia อีกที) กับ Google Calendar

พอผมลองใช้ Microsoft Office 2010 Beta ปัญหามันเกิดขึ้นทันทีเลย เพราะ GCS มันบอกว่า Outlook ใหม่เกิน - -“ เอาล่ะสิ เมื่อมีปัญหาก็ต้องมีวิธีแก้ครับ วันนี้มีเวลาว่างเลยลองหาดู ก็เจอเลยครับ แต่ว่าออกจะยุ่งยากเล็กน้อย ตามนี้เลย

1. ต้องแบ็กอัพไฟล์ OUTLOOK.exe ก่อนครับ อยู่ใน c:\Program Files\Microsoft Office\Office14 (หรือใน Program Files (x86) สำหรับระบบปฏิบัติการ 64-bit

2. ปิดโปรแกรม Outlook ให้เรียบร้อย ตรวจดูให้เรียบร้อยใน Task Manager ด้วย

3. เปิดไฟล์ OUTLOOK.exe ด้วย Hex Editor (ผมใช้ HxD)

4. หาบรรทัด ที่มี 14.0.0 ให้แก้เป็น 12.0.0 (อาจจะหายากนิดนึง)

screenshot_01

5. เซฟไฟล์ ถ้าใช้ HxD จะเซฟให้ทุกครั้งที่เราแก้ไขไฟล์ เพราะฉะนั้นเวลาแก้ก็ต้องระวัง ไม่งั้นจะบึ้มเอาได้ง่ายๆ

6. ลองเปิด Outlook แล้วลองดูว่ายังใช้ได้ดีอยู่รึเปล่า?

7. เปิด Google Calendar Sync แล้วจะพบว่ามัน Sync ได้แล้ว! เยี่ยมเลย

ลองทำดูครับ

Credit Venukb

20 December 2009

Test form Windows Live Writer

เพิ่งโหลดมา ลองซักหน่อย

เริ่มด้วย แหล่งกำเนิดของดราม่า (หว้ากอ - พันทิพ)

ต่อด้วยรูป

_MG_2703

ตามมาด้วยแผนที่

Map picture

(Bing Map แม่งกากส์จริง ความะเอียด 1 ใน 100 ของ Google Maps ระบบค้นหาก็ห่วย MBK ยังไม่รู้จัก)

เอาล่ะ พอละ

13 September 2009

คุณพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวกี่อย่าง?

โทรศัพท์เคลื่อนที่(หลังจากนี้จะเรียกย่อๆว่า มือถือ) เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา (ที่สมัยนี้นิยมเรียกว่า iPod) เครื่องเล่นเกมพกพา นาฬิกาดิจิตอล และอื่นๆอีกมากมายที่คุณสามารถพกพาไปไหนมาไหนกับคุณได้ เพื่อมองความบันเทิงอย่างไร้ขีดจำกัดให้คุณ

พกทำไมเยอะแยะครับ ตอนนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผมพกติดตัวมีแค่มือถือเท่านั้น ใช้ทำทุกอย่าง ผมเคยเห็นคนที่พกเครื่องนั่นโน่นนี่ ติดตัวหลายอย่าง ทั้ง มือถือ iPod เสียบหูฟังเพลง ในมือยังเล่น PSP แถมซักพักยังคว้าเน็ทบุกออกมาใช้อีกต่างหาก ไม่เคยคิดกันเหรอครับว่า พกไปก็ลำบาก เกะกะ หรือน่ารำคาญ แถมยังส่งปล่อยทั้งคลื่นวิทยุ และ ความร้อนออกมาตั้งมากมาย สิ้นเปลืองทรัพยากรในการผลิต พอใช้จนพังก็ทิ้งไม่เป็นที่

ลองย้อนมองตัวเองก่อนนะครับ ว่าสร้างภาระให้กับโลกแค่ไหน ด้วยการใช้อุปกรณ์สิ้นเปลืองเหล่านี้ ผมเองก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้อุปกรณ์สิ้นเปลือง แต่อุปกรณ์ทุกชิ้นผมก็ใช้มันจนคุ้มค่า และที่สำคัญก็คือผมนำมันไปทิ้งถูกที่ (รีไซเคิล) เลิกเถอะครับ ถ้าคิดแค่ว่าจะซื้อเพราะมันดูดี มันเท่ห์ อินเทรนด์ แต่สิ่งที่ตัวเองมีก็ยังใช้ได้ดี

แล้วคุณล่ะ? พกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวกันกี่อย่างครับ?

ปล. จริงๆอยากจะเขียนเรื่องนี้เพื่อเตือนตัวเองมากกว่า เพราะเริ่มรู้สึกว่าจะไหลไปตามกระแส

22 August 2009

คีย์บอร์ด มันดีกว่า จอสัมผัส + ปุ่มตัวเลข มันดีกว่า คีย์บอร์ด = Nokia 5730 XpressMusic


ผมซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มาครับ Nokia 5730 XpressMusic เหตุผลที่ผมรีบตัดสินใจเสียเงิน เพื่อซื้อโทรศัพท์ในครั้งนี้ ก็เพราะว่า Asus P525 ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผมมาเกือบสองปีมันชักอาการไม่ค่อยดี ชอบดับเองบ่อยๆ แถมเครื่องก็ชอบค้าง ซึ่งเป็นอาการปกติของตระกูล Windows Mobile) ซ้ำร้ายปุ่มควบคุมทิศทางแบบจอยสติ๊กดันโยกได้แบบเพี้ยนๆ เช่น โยกลง ดันกลายเป็น ลง+ซ้าย นอกจากนี้ Wi-Fi ที่เคยใช้ได้ดีก็กลับต่อไม่ค่อยติด พอเข้าเว็บเบราว์เซอร์ ก็ค้างอีก ผมจึงทนไม่ไหว ไม่อยากเสียการติดต่อ + เสียอารมณ์ กับการใช้งานเครื่องนี้อีกต่อไป เลยเป็นโอกาสเหมาะที่จะหามือถือเครื่องใหม่ ที่มันจะไม่กวนใจผมเวลาใช้
ผมก็ตั้งสเปกของเครื่องนี้ไว้สูงพอสมควร (สูงกว่าสเปกผู้หญิงของผมซะอีก) แต่ความสามารถอย่างหนึ่งที่ผมอยากได้มาก ตั้งแต่เริ่มนั่งจิ้มๆจอเจ้า P525 ก็คือ QWERTY keyboard ครับ ทำไมนะหรือ? ก็เพราผมรู้สึกไม่ถนัดอย่างยิ่ง ในการนั่งจิ้มจอ ด้วยความที่คีย์บอร์ดเสมือนใน P525 มันเล็กสิ้นดี จิ้มพลาดนิดเดียวก็ไม่ตรงกับตัวอักษรที่ต้องการแล้ว ผมเลยเหนื่อยหน่ายทุกครั้งที่ต้องจิ้มจอ

ถึงหลายคนที่ใช้ iPhone หรือเครื่องจอสัมผัส อาจจะเถียงว่า คีย์บอร์ดเสมือนบนจอมันจะไม่เล็กแล้ว แต่ถึงกระนั้น ผมก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนใช้มือถือจอสัมผัสต้องเถียงไม่ออกอย่างแน่นอน “ตอนขับรถ คุณใช้จะสัมผัสจอยังไง” นั่นคือสิ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดในการใช้มือถือจอสัมผัสครับ เพราะมันต้องมองจอตลอดเวลา!! นั่นทำให้อันตรายเข้าใกล้คุณมากขึ้น แค่เดินยังจะชนเลย ยิ่งตอนขับรถไม่ต้องพูดถึง

แต่อย่างไรก็ตาม QWERTY keyboard มันก็ใช้ไม่สะดวกเวลาขับรถพอกัน ดังนั้นมือถือที่ผมจะใช้มันก็ต้องมีปุ่มตัวเลขแบบมือถือธรรมดา ซึ่งทำให้ตัดรุ่นมือถือที่ไม่มี 2 อย่างนี้ไปได้ แทบจะหมดโลก เหลืออยู่แค่ HTc S740 กับ Nokia E75 และ 5730 XM เท่านั้น ผมก็ตัด HTc ไปแบบไม่ลังเล เพราะมันใช้ระบบ Windows Mobile! ที่จะต้องค้างเป็นพักๆอีกอย่างแน่นอน และเหตุที่ไม่เลือก E75 เพราะดีไซน์มันไม่สวยในสายตาผมเลยครับ ถึงการประกอบจะดีกว่าตามสไตล์ Series E ก็ตามที

5730 เครื่องนี้มีทุกอย่างที่ผมต้องการ ทั้ง QWERTY keyboard, Wi-Fi, Organizer, Bluetooth, กล้อง (ที่ผมไม่เกี่ยงว่าความละเอียดจะเท่าไหร่ แค่ถ่ายรูปได้เป็นพอ) และอันดับสุดท้ายก็คือ ระบบ 3G ที่ผมทำใจไว้แล้วว่า ถึงจะใช้เครื่องนี้จนพังไปอีกเครื่องในเมืองไทยก็คงจะยังไม่มี นอกจากความสามารถข้างต้นแล้ว ก็ยังมี feature ที่เหนือความคาดหมายของผมอยู่ในมือถือเครื่องนี้ด้วย เช่น ปุ่มเล่นเกม N-Gage, GPS ที่ผมคงไม่ต้องใช้ และสิ่งที่เจ๋งที่สุดของเครื่องนี้ก็คือ ‘Say and Play’ ครับ

‘Say and Play’ คือระบบที่จะฟังเสียงพูดของคุณออกมาเป็นตัวอักษรแล้วก็นำไปค้นหาเพลง จากนั้นก็เล่นมันออกมา ซึ่งมันเจ๋งมากๆตรงที่รองรับภาษาไทยนี่แหละ แต่เท่าที่ผมลองก็ยังไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่นะ หรือผมออกเสียงไม่ชัดก็ไม่ทราบได้ แต่ค่อนข้างแน่ใจว่ามันจะแปลงคำที่พูดออกมาเป็นทับศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือที่ชอบเรียกว่า ภาษาคาราโอเกะ แล้วนำไปค้นหา ในฐานข้อมูลเพลงอีกทีหนึ่ง

แต่ก็ใช่ว่ามันจะดีไปหมดทุกอย่าง อย่างแรกที่ผมรู้สึกไม่ค่อยดี ก็คือการประกอบ โดยเฉพาะตรงปุ่มเล่นเพลงด้านข้างจอ ที่ดูเหมือนจะเริ่มยุบทั้งที่เพิ่งใช้มาอาทิตย์เดียว และฝาหลังที่ดูบอบบางเสียเหลือเกิน จนไม่กล้าแกะพลาสติกที่ติดไว้ออก เพราะมันทำมาจากพลาสติก ซึ่งผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มันจะทนกับการใช้งานของผมได้ซักกี่น้ำ แต่ก็ประกอบส่วนอื่นๆก็ยังไม่ออกอาการเท่าไหร่นัก สิ่งที่อยากติต่อมาก็เชื่อมโยงกับข้อเสียแรก นั่นคือเครื่องด้านหน้าเป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมาก เพราะพลาสติกเป็นแบบมันเงา อย่างสุดท้ายที่ไม่ชอบคือจอมัน “ไม่สัมผัส” ครับ อ๊ะ เดี๋ยวก่อน...อย่าเพิ่งด่า จริงๆแล้วที่รู้สึกขัดนิดๆเวลาสัมผัสจอไม่ได้ น่าจะมาจากการใช้มือถือจอสัมผัสมานานมากกว่า แต่ตอนนี้ก็เริ่มชินแล้วล่ะครับ

ถ้าใครชอบพิมพ์ แต่ไม่ชอบมือถือจอสัมผัสแหละก็ ผมแนะนำรุ่นนี้แบบโคตรๆเลยครับ หรือจะลองมาเล่นเครื่องผมก่อนก็ไม่ว่ากัน
ปล. ระบบสะกดคำ T9 ใช้กับ QWERTY ได้ห่วยอย่างแรง เพราะปุ่มมันไม่ตรงกับปุ่มตัวเลข
ปล2. ใช้ QWERTY พิมพ์ไทยช้ามากเพราะตำแหน่งมันไม่เหมือนคีย์บอร์ดในคอมพิวเตอร์
ปล3. เห็นคีย์บอร์ดเรียบๆอย่างนี้ แต่กดง่ายมาก

09 August 2009

nisit.kasetsart เว็บไซต์ที่ห่วยที่สุดในโลก (Part 1)

[น18+] เนื้อหาด้านล่างต่อไปนี้ มีถ้อยคำที่หยาบคาย ผู้อ่านที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ

เมื่อวันศุกร์ (7 สิงหาคม) ผมอดเข้ากิจกรรม Mind map ของมหาลัยครับ
อดเพราะว่าอยู่ดีๆมันเลื่อนวันจัดกิจกรรมให้เร็วขึ้นกว่าตอนที่ผมสมัคร (สมัครไปเมื่อกลางเดือนที่แล้ว)
ปกติผมจะจดนัดหมายต่างๆลงไปในมือถือของผมเสมอ แน่นอนว่ากิจกรรมของมหาลัยครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมสมัครในเว็บไซต์ nisit.kasetsart.org ซึ่งเป็นเว็บที่รวมกิจกรรมของมหาลัย แล้วผมก็จดลงมือถือทันที ว่าเป็นวันที่ 11 สิงหาคม หลังจากนั้นผมก็ลืมเลือนมันไป เพราะมือถือผมจะแสดงเวลาให้เอง เมื่อใกล้ถึง

แต่วันที่ 7 ซึ่งเป็นวันที่ผมสอบวิชา Operating System ในช่วงบ่าย หลังออกจากห้องสอบ ตอน 4 โมง ผมก็คุยกับเพื่อนเรื่องข้อสอบกันปกติ ก่นด่า บ่นอะไรกันพอหอมปากหอมคอ พอราว 4.40 ผมจึงคิดที่จะกลับบ้าน เดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่ตรงบาร์ใหม่ ระหว่างทางผมจึงโทรหาแก้วเรื่องหนังสือการ์ตูนที่ยืมไป แต่แก้วก็บอกว่าไม่ได้อยู่กับตัว ผมจึงถามต่อ ดังบทสนทนาด้านล่าง

โอ๊ต - “หนังสืออยู่ที่ห้องแล็ป? แล้วตอนนี้อยู่ไหนล่ะ?

แก้ว - “อยู่ในกิจกรรม Mind map ที่ตึก 50 ปี”

ผมก็สงสัยครับ เพราะชื่อกิจกรรมมันเป็นชื่อเดียวกับที่ผมจะเข้าวันที่ 11 เลยถามต่อเพื่อความแน่ใจ

โอ๊ต - “ตึก 50 ปีไหน?”

แก้ว - “ก็ตึกที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนกับคณะศึกษาศาสตร์ไง”

ชิบหายละครับ! กิจกรรมเดียวกันนี่หว่า ถึงตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจ หยุดเดิน มาหาที่นั่งเพื่อเปิดคอมพิวเตอร์เช็คดู แล้วก็เปิดดูปฏิทินในมือถือเพื่อเทียบกัน แล้วก็อุทานในใจว่า “หอกหัก! แม่งเปลี่ยนวันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!!?” เลยโทรไปถามแก้วอีกรอบว่ายังเข้าได้รึเปล่า? ซึ่งก็ได้คำตอบว่า “เข้าได้ถึง 5 โมงอะ” หลังจากวางผมก็มองเวลาในมือถือ 4.52 ...เอาวะพอทัน จึงเริ่มวิ่งจาก KITS ครับ แต่ด้วยความที่แบกโน้ตบุกไปด้วย แถมรองเท้ายังเป็นคัขขู วิ่งได้แป๊บเดียวก็หมดแรง เลยตัดสินใจว่าจะเอาของไปไว้ที่รถก่อน หลังจากนั้นก็วิ่งแหลกครับ จนถึงหน้าโรงเรียน ได้กลิ่นเหม็นของไอเสียรถยนต์ที่จอดอยู่ แวบนั้นก็นึกถึงกระทู้ในพันทิพ ทันที! แต่”ช่างหัวมัน” ไม่ใช่เวลาจะมาสนใจ

พอไปถึงตึก 50 ปีปุ๊บ มองนาฬิกา 5.03 “เอาวะ เลทนิดหน่อย น่าจะยังทัน” แต่ตอนที่เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงหน้าห้องที่กำลังเก็บของลงทะเบียนกันอยู่ ก็ได้รับคำตอบอันเย็นชาว่า “หมดเวลาเข้าแล้วครับ” ด้วยความเหนื่อยจัด ตอนนั้นเลยยังไม่เถียงอะไร เดินหอบ มานั่งข้างนอก พร้อมกับโทรหาแก้วอีกรอบ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า “ลองเข้าไปคุยอีกรอบสิ” ผมจึงเดินเข้าตึกไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกรอบ
ตรงช่วงนี้เป็นบทสนทนาที่ไม่น่าพิสมัยซักเท่าไหร่ครับ เพราะคุณเจ้าหน้าที่ก็บอกผมว่า “แล้วทำไมคุณถึงไม่มาให้ทันล่ะ?” เท่านั้นแหละ ผมถึงจุดพีคทันที ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. อยู่ดีๆก็เปลี่ยนวันจัดกิจกรรม ไม่มีการประกาศ ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่ส่งอีเมล์
2. เลื่อนแล้วยังดันมาตรงช่วงสอบอีกต่างหาก
3. บอกว่าผมผิดที่มาไม่ทันเวลาเอง (ก็กุวิ่งมาจนปวดขา เหงื่อท่วม แล้วมึงยังจะคิดว่ากุเล่นละครหรือไง)
เจ้าหน้าที่มันเรียกอ.ที่คุมกิจกรรมมาคุยแล้วครับ ก็น่าจะคุยรู้เรื่องขึ้นมาหน่อย แต่ก็ดันกลายเป็นคำแก้ตัวแทน
a. “งั้นคุณก็มาเข้ากิจกรรมอื่นสิ” (ก็คนสมัครมันล้น เข้าได้ก็เข้าไปแล้วโว้ย!)
b. “คนมันไม่เต็มหรอก อย่างวันนี้ก็มากันแค่ร้อยกว่าคนเอง” (ก็มึงเปลี่ยนวันไง คนมันเลยไม่เต็ม แล้วอันอื่นกุก็ไม่อยากเข้า)
c. “กิจกรรมนี้จัดทุกปี ทำไมคุณไม่มาเข้าตั้งแต่ปี 2 ล่ะ” (ก็กุไม่คิดว่าชม.กิจกรรมมันจะขาดไงเล่า เข้าร่วมแล้วก็ไม่ให้ชม.กุ มันคงจะครบหรอก)
d. “งั้นคุณก็รอเข้ากิจกรรมอื่นก็ได้ มันมีตลอดปีแหละ” (กิจกรรมมึงมีตลอด แต่กุไม่ได้ว่างตลอดโว้ย กุปีสี่แล้ว มีโปรเจ็กจบ)

ตอนนี้ ถึงผมจะเกินจุดเดือดไปแล้ว แต่ก็ยังพูดด้วยถ้อยคำที่ดีที่สุด สุภาพที่สุด แล้วก็คิดว่าจะได้คำตอบที่ดีๆกลับมาบ้าง แต่ก็กลายเป็นคำตอบ แถไปแถมา ข้างๆคูๆ ที่เหตุผลของผมสามารถปัดตกไปได้ทุกอัน จนบทสนทนามาถึงจุดสุดท้าย
“ผมขอโทษด้วยแล้วกันครับ”
แค่นี้เหรอ? คิดว่าขอโทษนิสิตคนเดียวแล้วเรื่องมันจะจบหรือไง
เชื่อเหอะ เดี๋ยววันอังคาร (11) นี้ ต้องมีนิสิตมารอที่หน้าห้องประชุมตรึม
แล้วจะมาโทษแก๊สโซฮอล์ไม่ได้นะ...

ใน part 2 ผมจะมาแฉถึงความกากของ nisit.kasetsart.org แบบถึงลูกถึงคน

29 July 2009

นารุโตะ: “ซาสึเกะ where are you?”

พูดถึงการ์ตูนญี่ปุ่น หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า “มังงะ” (อ่านว่า มัง – หงะ) เรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล เพราะนอกจากมังงะนับพันเรื่องที่ออกขายในญี่ปุ่นแล้ว ยังมีไม่น้อยที่ออกไปดังในต่างประเทศ แต่ละปีนำเงินค่าลิขสิทธ์เข้าประเทศญี่ปุ่นนับหมื่นล้านเยน
มังงะเรื่องหนึ่งที่ดังมากทั้งในญี่ปุ่นและบ้านเรา ก็คือ “นารุโตะ” หรือที่สำนักพิมพ์ในไทย ตั้งขื่อเป็นภาษาไทย เหมือนใช้ส้นเท้าคิด ว่า “นินจาคาถาโอ้โฮเฮะ” เป็นเรื่องที่เนื้อเรื่องดี ลายเส้นสวย ไม่หนัก อ่านง่าย เนื้อหาชวนติดตาม ผมติดตามตั้งแต่เล่มแรก จนถึงเล่มล่าสุด คือเล่ม 46 มันเปลี่ยนไป! ลายเส้นไม่สวย เนื้อเรื่องแย่ลง (แต่ก็ยังพอไปวัดไปวาได้) เหมือนกับคนเขียนหมดไฟจะเขียนแล้ว วันนี้ผมเลยอยากจะระบายสิ่งที่ขัดใจกับการ์ตูนเรื่องนี้สักหน่อยครับ

[SPOIL ALERT!]

สิ่งที่ขัดใจ 1 - การดำเนินเรื่องทุกอย่างดูง่ายไปหมด คนเขียนบอกหมดทุกอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ 419 หน้า 4 (เล่ม 45) เพนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาตอนจะบุกเข้าโคโนฮะว่า ”ที่ อิทาจิ กับ คิซาเมะ เล็ดลอดเข้าโคโนฮะได้ง่ายๆ ก็เพราะ อิทาจิ เคยเป็นหน่วยลับของ โคโนฮะ มาก่อน ก็เลยรู้กระบวนการรหัสลับที่จะเล็ดลอดผ่านรัศมีป้องกันไปได้” แถมยังบอกต่ออีกว่า “แต่พวกเราก็มีวิธีการของพวกเราเอง” ขอถามหน่อยเหอะ จะพูดออกมาเพื่ออะไร(วะ) ในเมื่อตอนที่จะบุกเข้าหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครมาฟังพวกคุณอธิบายหรอก ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในตอนนั้เลย อ่านแล้วชวนให้หงุดหงิดเป็นที่สุด
สิ่งที่ขัดใจ 2 - รูป 3 มุม จะวาดทำไมนักหนา?
หนึ่งเล่มมีอยู่ 2-3 รูป จะใส่เข้าไปทำไมเยอะแยะครับ? บางมุมก็วาดแล้วดูไม่ออกว่าทำท่าไม้ตายอะไรกัน แถมลายเส้นมันจะน้อยไปมั้ง? ยิ่งเทียบกับพื้นหลังที่ให้ผู้ช่วยวาด ผมว่ามันเป็นการ์ตูนคนละเรื่องกันเลย

สิ่งที่ขัดใจ 3 - ตัวเอก นึกจะเก่งมันก็เก่งขึ้นมาซะยังงั้น!
ช่วงระหว่าง ภาค 1 กับ ภาค 2 ห่างกันราวๆ 3 ปี คนเขียนนำเรื่องให้ นารุโตะ ไปฝึกกับ จิไรยะ ย้ำ ฝึก 3 ปี พอเริ่มภาค 2 ก็อ่านไม่เจอว่าได้วิชาอะไรใหม่มาแม้แต่วิชาเดียว!! นั่งส่องสาวไปวันๆหรืออย่างไร ถึงจะพอจับเค้าได้ว่า ไปฝึกควบคุมพลังของจิ้งจอกเก้าหางก็เถอะ แต่ตลอด 40 กว่าเล่มที่ผ่านมามันก็ใช้วิชานินจาเป็นแค่ 2 อย่าง คือแยกเงาพันร่าง กับ กระสุนวงจักร ทั้งที่ซาสึเกะมีวิชานินจานับได้ 10 กว่าอย่างแล้ว แต่พอมาหลังจากที่จิไรยะตาย (เล่ม 44) นารุโตะก็ไปฝึกวิชาเซียนกับ เซียนกบ ไอ้คราวนี้ ไม่ถึงเดือนมันก็เก่งจนไปสู้กับตัวร้ายที่เมพสุดๆ อย่างเพนได้สบาย แถมยังได้วิชาโคตรแรงมาอีกต่างหาก อยากจะตะโกนออกมาดังๆว่า “อะไรของเมิง!!!”

สิ่งที่ขัดใจ 4 – ดีไซน์ตัวละครออกทะเล!?
ก็รู้อยู่ว่านึกรูปแบบตัวละครไม่ออก แล้วไอ้ตอนที่ประกาศหาคนออกแบบตัวละครนั่นเอาไปดองเค็มไว้ที่ไหนครับ? มีคนส่งกลับมาเป็นพันเป็นหมื่นใบ หายไปไหนหมด? ตัวประกอบที่ออกมาใหม่ๆถึงได้ดูเอ๋อๆ อย่าง ไรคาเงะ หรือ หน่วยของซามุย ที่วาดออกมาได้ไม่ลงตัวอย่างแรง

[End section of SPOIL]

จากการ์ตูนเกรด A แต่นับวันการ์ตูนยิ่งออกห่างจากความสนุกเข้าไปทุกที ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ตอนนี้ผมเลยให้แค่ C+ แล้วครับ หวังว่ามันคงจะจบในไม่ช้า เพราะคนเขียนคงลืมความสนุกในการเขียนการ์ตูนเหมือนตอนเล่มแรกๆไปแล้ว

ห่อนจะไปอ่านหนังสือสอบ ผมอยากถามคนเขียนว่า "นารุโตะ where are you?"

ปล. นึกไปถึงโคนันอะ สไตล์เดียวกันเลย ตอนแรกสนุกมาก หลังๆกลายเป็นนิยายอ่านยากไปแล้ว