20 July 2008

ทำไมผู้หญิงชอบคนเลว

ผู้ชายหลายๆคนอาจจะเคยคิดใช่มั้ยครับ? โดยเฉพาะคนที่ดูเนิร์ดๆหน่อย อาจจะเคยรู้สึกบ่อยกว่าคนอื่น ว่าทำไมไอ้คนอย่างงั้นมันถึงเป็นแฟนกับ .... ได้ว้าซึ่งอันที่จริงแล้วเค้าอาจจะไม่ได้ถึงขั้นคนเลว แต่ดูภายนอกแล้วนิสัยไม่ค่อยดีเท่านั้นเอง บลอกนี้ของผมเลยอยากจะมาคิดตามหลักเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายนิสัยไม่ดี

หากมองเผินๆแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงที่น่ารัก นิสัยดี ตั้งใจเรียน (เอาเป้นว่าแทบจะเพอร์เฟค ขาดแต่ว่าพวกเธอไม่มีปีเท่านั้นเอง) จะเกิดมาปิ๊งๆกับผู้ชายที่ดูดบุหรี่ ตกค่ำ ไปกินเบียร์ ดึกหน่อยเข้าผับแดกเหล้า ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้จริงๆ แต่สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ

1. ผู้หญิงแบบนั้นให้ความรู้สึกสูงเกินเอื้อมสำหรับ หนุ่มเนิร์ดๆ ทั้งหลาย แต่ไม่สำหรับพวกที่หน้าด้านเป็นปกติ

2. และแน่นอนว่าทั้งแก๊งจะชอบยุกัน เช่นเฮ้ย! ไม่หมดแก้วงี้มึงป๊อดเหรอซึ่งด้วยนิสัยแล้วก็ยอมไม่ได้ ต้องแสดงให้รู้ว่ากูก็แน่เว้ย!

3. เนื่องจากหน้าด้านอยู่แล้ว จึงไม่เป็นอุปสรรคกับการที่อยู่ดีๆพี่แกก็จะเดินเข้าไปทัก (ม่อ) ขอเบอร์ ขอเมล์ บลาๆๆ เมื่อถูกเพื่อนๆในแก็งยุ

4. และความจริงใจในตอนแรกๆ (ก็จะเอามาเป้นแฟนให้ได้นี่หว่า) ทำให้เหล่านางฟ้าติดกับกันเป็นแถว

ทั้ง 4 ข้อนี้ทำให้เหล่านางฟ้าทั้งหลาย ใจอ่อน หรือ อ่อนใจ เกิดชอบฝ่ายชายขึ้นมาจริงๆ แต่ก็มีให้เห็นหลายเคสแล้วว่าคบกันได้ไม่นาน เพราะลายเริ่มออก นอกใจ เจอคนใหม่ตรงสเปกกว่า ฯลฯ

แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนะครับที่คุณจะทำตัวเป็นคนเลว (ล้อเล่นครับ)

26 March 2008

ต้องการ?

สองพันกว่าปีก่อน...
ปราชญ์เฒ่าผู้มีชื่อเสียงยืนยาวมาถึงทุกวันนี้ก็ถูกตั้งคำถามจากลูกศิษย์หนุ่ม

"ท่านโสเครติส สิ่งใดคือความต้องการในชึวิตของข้าพเจ้ากันแน่?"

ศิษย์ผู้มาจากตระกูลอันมั่งคั่งถามนักปราชญ์แห่งกรุงเอเธนส์

"เงินทอง? ชื่อเสียง? หรือภรรยาผู้เลอโฉม?"

และไม่ว่าโสเครติสจะอธิบายว่า แต่ละสิ่งที่พูดออกมานั้นย่อมมีความหมายต่อชีวิตไม่เหมือนกัน
และไม่เท่ากัน มันขึ้นอยู่กับห้วงเวลา ศิษย์ผู้สงสัยในชีวิตผู้นั้นก็ยังคงพะเน้าพะนึงโสเครติส
เพื่อหาคำตอบได้ดั่งใจตนเอง

เมื่อทนรบเร้าไม่ไหว โสเครติสจึงตัดสินใจจูงมือศิษย์หนุ่มไปยังริมแม่น้ำ

"ท่านจะพาจ้าไปแห่งใด?" ศิษย์ถามขึ้นด้วยความสนเท่ห์

"เจ้าอยากรู้มิใช่หรือว่า สิ่งใดคือปีติแห่งชีวิตเจ้า" โสเครติสพูดพลางดึงมือศิษย์ลงไปยังแม่น้ำ

"ที่นี่มีคำตอบหรือ?" ศิษย์หนุ่มถามเมื่อทั้งคู่เดินลุยน้ำมาจนถึงระดับเอว

ไม่ทันขาดคำ โสเครติสใช้มือทั้งสองข้างผลักลูกศิษย์ขี้สงสัยลงในน้ำ ผลักไม่ผลักเปล่า
หนำซ้ำยังใช้มือกดหัวให้จมน้ำอยู่อย่างนั้น ศิษย์หนุ่มถูกกดน้ำก็พยายามดิ้นทุรนทุราย โสเครติสเห็น
ลูกศิษย์ดิ้นก็ไม่ยอมปล่อย กลับออกแรงกดมากขึ้น มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงสงสัยว่า โสเครติสเริ่มบ้า?

ครั้นพอคะเนว่าลูกศิษย์ตัวเองเริ่มจะหมดลมหายใจ โสเครติสก็ปล่อยมือ

ทันทีที่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาหายใจได้ ศิษย์จึงรีบต่อว่าต่อขานโสเครติสอย่างหนัก

"ท่านอาจารย์จะสังหารข้าหรืออย่างไร?"

"ตอนที่ข้าเอามือกดหัวท่านไว้ ท่ายหายใจออกไหม?" โสเครติสถามหน้าตาเฉย

ลูกศิษย์รีบตอบกลับ "ท่านวิกลจริตหรือเปล่า ท่านโสเครติส ใครจะไปหายใจออกเล่า?"

โสเครติสรุกต่อ "แล้วตอนที่เจ้ากำลังหมดลม ท่านต้องการสิ่งใดมากที่สุดในชีวิต?" คำถามนี้ไม่ว่าใครก็ตอบได้

ว่าแล้วโสเครติสตอบเองว่า "อากาศใช่ไหม??"

"ตอนนี้ท่านได้รับมันแล้วนี่ ท่านดีใจไหมที่ได้รับอากาศหายใจ แล้วทีนี้ รู้หรือยังว่าชีวิตต้องการอะไร?"

31 December 2007

Democrazy on Vista Sidebar

เฮ่อ... ไม่ได้ระบายความคิดออกมาเป็นตัวอักษรนานมากๆแล้ว

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายนี่นี่จะราวๆเมษาที่ผ่านมา

จนเมื่อคืน(30ธค) ถึงได้มาเปิดดู บล็อก ของพี่นัท (http://www.zerothman.com/)

เลยได้มาอ่านเรื่องที่ว่ากันเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง(เพราะมันช่วงเลือกตั้งนี่)

หลังจากเข้าไปอ่านของพี่นัทแล้วเลยได้ไปอ่านของคนอื่นๆอีกหลายคนทั้ง พี่ก้อน(Commentยาวเหยียดมากก็อ่านหมด) พี่พอ ข้าวตู (ด่าได้อย่างเผ็ดมันมาก)

วันนี้เลยตัดสินใจให้เวลาตัวเองไม่ไปอ่าน Calculus III มาเล่าบ้าง (หมดช่วงเลือกตั้งไปยังหว่า?)

ปล.(ปฐมลิขิต) พยายามจะไม่ใช้คำภาษาอังกฤษนะ ถ้าเกิดว่าคำภาษาไทยมันให้การแปลความที่ดีไม่ได้ก็จะใช้บ้าง ตามแต่สมควร (ก็เราเป็นคนไทยนะ) เรื่องนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เวลาอ่าน Blog ของคนอื่นๆแล้วรู้สึกขัดอารมณ์ยังไงชอบกล เพราะว่าบางทีก็รู้สึกว่าคำภาษาไทยก็สามารถใช้ได้ง่ายพอๆกัน (บางคำอาจจะสั้นกว่าด้วย) แล้วจะใช้ภาษาอังกฤษซึ่งมันทำให้บทความไม่ลื่นไหลกันเพื่ออะไร (หรือคนอื่นไม่รู้สึก ถ้ายังงั้นก็ขอโทษทีแล้วกัน) เพิ่งเห็นว่าตัวเองก็ใช้ไปแล้วเหมือนกัน เหอะๆ (หัวเรื่องก็เป็นภาษาอังกฤษซะแล้ว)

เอาล่ะสิ เริ่มมาก็เหน็บแนมคนอื่นซะแล้ว เข้าเรื่องซักทีดีกว่า

(เนื้อหาต่อจากนี้เป็นความคิดของผมแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรก็ของน้อมรับด้วยความยินดี)

หลังจากที่(คิดว่า)อ่านมาบล็อกคนอื่นเรื่องการเมืองเยอะพอควร แล้วก็มีความคิดผุดขึ้นมาได้ว่า แล้วการปกครองแบบไหนล่ะที่เหมาะกับสังคมของประเทศไทย?

จริงๆการปกครองก็มีตั้งหลายระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์(สะกดผิดก็ขอโทษที) สังคมนิยม แผด็จการ ฟาสซิสม์ ประชาธิปไตย ลูกผสม ฯลฯ (อีกมากมายที่เราๆท่านๆยังคิดกันไม่ออก คิดไม่ออกว่ามันเป็นไปได้รึเปล่าที่จะมีการปกครองแบบนี้)

แล้วทำไมต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย ประชาธิปไตยมีดีตรงไหน? แล้วมันดีสำหรับประเทศของเรา สังคมของเรา ที่สุดแล้วหรือ?

เมื่อสมัยปฏิรูปการปกครอง พ.ศ.2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ประชาธิปไตย คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้น (ผมว่าให้ตายก็เกิน 95%) ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประชาธิปไตยจริงๆคืออะไร สิ่งที่เค้ารู้อาจจะเป็นแค่ว่า เออ! ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้วเรามีสิทธิออกเสียง มีสิทธิที่จะเป็นคนเลือกคนที่จะมาเป็นผู้นำเรา ซึ่งในสมัยก่อน ผมคิดว่าคนที่เป็นชาวบ้าน ชาวสวน ชาวนา ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรที่ไกลไปกว่าบ้านตัวเองเลยด้วยซ้ำ (ผมว่าสมัยนี้ก็เหมือนกัน แค่อาจจะดีกว่านิดนึง เพราะว่าการสื่อสารมันไปได้เร็วกว่าเก่า) พอเอาจริงๆ ไอ้ผู้นำที่ถูกเลือกมา(หรือปฏิวัติมา)มันก็เผด็จการกลายๆละวะ(หรือคุณคิดว่าไม่จริง) หรือไม่อย่างนั้นก็นำพาประเทศไทยลอยแพไปไหนก็ไม่รู้ แล้วยังกระแดะมาบอกว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย จะขำตาย! เอาเถอะ ถึงอย่างนั้นอดีตที่ผ่านมามันก็ผ่านไปแล้ว ที่ทำได้ก็แค่ให้มันเป็นบทเรียน แต่ก็ไม่เคยจะเห็นเอาบทเรียนนี้มาใช้ซักที ผ่านไปกี่ปีๆก็เป็นเหมือนเดิม

มาเข้าเรื่องถึงปัจจุบัน คน(พรรค)ที่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศเลือกมานั้น จริงๆแล้วมันเป็นคนดีรึเปล่า มันจะไม่โกงกินเหรอ สิ่งนั้นผมว่าให้ตายยังไงมันก็ต้องโกงกันวันยันค่ำ (ถึงจะเกิดมาอีก10ชาติมันก็ยังโกงกันอยู่ เชื่อไหมล่ะ) เรียกได้ว่าความอยากมีอยากได้มันกินคุณธรรมของมนุษย์ไปแล้วว่างั้นเหอะ เพราะ ยังไงมนุษย์มันก็อยากสบายไปวันๆมากกว่า (ผมๆหรือคุณๆก็ต้องเคยคิดอย่างนั้นบ้างแหละ หรือว่าไม่จริง) ที่จะมานั่งคิดว่าอนาคตข้างหน้าของโลก(หรือประเทศ) มันจะเป็นอย่างไร แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้โลก(หรือประเทศ)มันพัฒนาต่อไปในทางที่ดีขึ้น หรือถึงอย่างน้อยที่สุด คนมันก็ยังเป็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม

แต่เพราะว่าคนที่มาเข้าคูหากาๆๆๆ ก็เป็นประชาชนตาดำๆที่มีการศึกษาไม่เกินป.6 (ไปๆมาๆก็เข้าเรื่องการศึกษาอีกแล้ว)แถมวันๆนึงต้องเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ไม่มีวันที่จะได้มาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แม้แต่เสี้ยววินาที (แต่พอมีคนเอาเงินมาให้กลับหยุดทำงานมารับเงินแฮะ) คน(พรรค)ที่พวกคุณๆตาดำๆทั้งหลายเลือกมามันถึงได้โกงเอาๆ แล้วคุณก็ยังไม่รู้ว่ามันเอาเงินของชาติ (ซึ่งก็คือเงินของพวกคุณทั้งนั้น) ไปหมุดไม่รู้กี่มือต่อกี่มือ พวกคุณก็ได้แต่รู้เพียงว่า กูรวยขึ้น! ฐานะดีขึ้น! เมียก็สวยขึ้น! (มีเงินไปซื้อเครื่องสำอางราคาแพง) อะไรๆในชีวิตก็ดีขึ้น แต่คุณก็ไม่ได้มองไกลออกไปว่า ในส่วนรวมแล้วมันดีขึ้นจริงมั้ย (ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าดูส่วนรวมแบบผิวเผินมันก็เหมือนจะดีขึ้นจริง)

ปัญหามันเลยกลับมาอยู่ที่ว่า ประชาธิปไตยมันดีจริงหรือ? เพราะว่าพอเป็นประชาธิปไตยมันก็ทำกันซะแบบนี้? ถ้าหากมองในอีกมุม แล้วถ้าเป็นระบอบการปกครองอื่นมันจะดีกว่านี้รึเปล่า คำตอบก็คือมันก็ไม่แตกต่างจากเดิม อาจจะหนักกว่าเก่าด้วย(ในบางด้าน) และอาจจะดีกว่า(ในบางส่วน)(ยังไม่อธิบายในนี้เดี๋ยวจะยาวเกิน ถ้ามีอาจจะอยู่ในภาค2) แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ดีกว่าจนมีนัยว่าโดยรวมแล้วดีกว่า เพราะหากมองให้ลึกลงไปกว่านั้น ผู้ที่ใช้ระบอบการปกครองก็คือมนุษย์ ต่อให้ระบบการปกครองนั้นมันเจ๋งแค่ไหนก็ตาม ถ้าคนมันจะเลวจริงแล้วยังไงก็เอาไม่อยู่

สรุปก็คือคนที่คิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย(ซักคนแหละ สมัยกรีกมั้ง) ก็คือต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบเมืองของตัวเอง (สมัยนั้นเป็นเมือง ยังไม่ได้เป็นประเทศ) ตัดสินใจร่วมกัน มีปัญหาอะไรก็คิดร่วมกันแล้วก็มาออกเสียงเลือกวิธีที่ดีที่สุด (เสียงส่วนน้อยก็ต้องยอมรับ เป็นกฎหลักของประชาธิปไตยอยู่แล้ว) แต่สมัยนี้มันไม่ใช่ เมืองแต่ละเมืองไม่ได้มีคนเป็นหลักร้อยหลักพันเหมือนเมื่อก่อน ก็เลยต้องปรับ กลายมาเป็นประชาธิปไตยแบบที่เห็นกันอยู่ทุกๆวันนี้ ซึ่งผมก็คิดว่าไม่เวิร์คเอาเสียเลย เพราะคนที่ไปเลือกตั้งก็ไม่รับผิดชอบเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน (อยากรวย) ส่วนไอ้คนที่ถูกเลือกมาก็นั่งๆนอนๆคิดหาวิธีโกงวิธีกินโน่นกินนี่ (อาจจะทำอะไรนิดหน่อยให้คนอื่นจับได้) สรุปก็คือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่า แล้วทำไมคนดีๆคนที่มีจินสำนึกมันไม่มาบริหารประเทศกัน เพราะมันก็เห็นๆกันอยู่ ว่าไอ้คนที่มันมาบริหารประเทศมันเป็นซะอย่างงี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ แล้วคุณคิดว่าคนอย่างผมจะบริหารประเทศได้มั้ยละ คน 65 ล้านคนอยู่ในกำมือผม (ถึงจะเป็นประชาธิปไตยก็เหอะ เอาเข้าจริงมันก็เป็นอย่างงี้) ดูอย่างอเมริกาก็เป็นตัวอย่าง คราวที่จะบุกอิรัก (คราวอัฟกานิสถานนี้ก็คงแค้นจริง) คนในประเทศค้านกันจะเป็นจะตายเอาเข้าจริงประธานาธบดีก็เกลี้ยกล่อม (หรือทำอะไรก็ตามแต่) ไม่นานก็กระโจนไปบุกอิรักซะงั้นทั้งที่ตอนหลังก็ไม่พบนิวเคลียร์อย่างที่อ้างซะอีก (แล้วอย่างงี้จะเอาอะไรมาอ้างอีกมั้ย) แต่หลายๆประเทศก็ทำเป็นหลิ่วตาตาม เพราะแค่ว่ามันเป็นอเมริกา (จริงๆก็ไม่แค่หรอก) ดังนั้นอย่างที่เห็นๆ ขนาดประเทศที่โคตรจะประชาธิปไตย (ดูจากภายนอกนะ) แถมยังมี 3 ขั้วอำนาจ (ประธานาธิบดี ตุลาการ รัฐสภา รึเปล่า? ถ้าผิดก็ขออภัย) ที่มาคานกันเอง ยังเอาไม่อยู่เลย แล้วจะมาหวังอะไรกับประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆที่แค่เห็นแล้วก็รู้ว่ายังไม่ดีเท่า

ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า ถ้าหากให้คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่มีอำนาจในการควบคุมประเทศล่ะ จะเป็นยังไง? (ขำๆละกัน)

ผมว่ามีความเป็นไปได้ในเชิงอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ ก็คล้ายๆกับโปรแกรมเล่นหมากรุกน่ะแหละ แค่ว่ามีตัวแปรด้านต่างๆมากกว่ามาก ซึ่งก็คงไม่เกินความสามารถของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาใหญ่เลยก็คือ หากคอมพิวเตอร์ตัดสินใจมาแล้วว่าจะต้องดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้(จากการคำนวณความเป็นไปได้หลายล้านๆทาง) คนจะยอมทำตามรึเปล่า คนคงคิดว่า มึงเป็นแค่คอมพิวเตอร์บังอาจมาสั่งกูเหรอ (เอาเข้าจริงทุกวันนี้เราก็ต้องทำตามคำสั่งเครื่องคอมฯอยู่ร่ำไป หรือว่าไม่จริง? พอเราทำผิดหน่อยเครื่องมันก็ด่าเราแล้ว) ซึ่งคงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รับไม่ได้แน่นอน หรืออาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวยอมรับนานมาก ต่อไป ถึงจะทำใจยอมรับได้แล้ว แต่ว่ามนุษย์ก็เป็นผู้สร้างคอมพิวเตอร์อยู่ดี ถึงจะมีการป้องการการเจาะเข้าระบบ 150 ชั้นก็เถอะ ถึงจะฆ่าคนที่คิดระบบป้องกันก็เถอะ (ป้องกันการรั่วไหลของระบบป้องกัน) ถึงอย่างนั้นก็คงจะมีคนเจาะเข้าไปได้อยู่ดี สรุปว่าเป็นวิธีที่ไม่เวิร์ค (ฮา) (ถึงอย่างนั้นก็ยังดูมีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรในอนาคต)

มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวกับ Vista Sidebar ตรงไหน? จะว่าเกี่ยวมันก็ไม่เชิง เพียงแต่จะเอามาเปรียบเทียบกันมากกว่า คือ Vista Sidebar ของเครื่องผมเนี่ย มันเป็นอะไรที่ค้าง (แฮงก์) ได้บ่อยเอามากๆ แต่ก็ผมยังใช้อยู่ ทั้งที่ถ้าไม่ใช้มันก็คงไม่ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นเท่าไหร่ (แต่ก็ใช้) ก็เหมือนการปกครองบ้านเรา แฮงก์กันบ่อย แต่ก็ยังทนใช้ ยอมรับกันอยู่ ไม่รู้ทำไม

ถึงตอนที่จะเลือกตั้ง(หรือครั้งก่อนหน้านี้ก็รับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ) ผมก็อยู่ส่วนน้อยตลอด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ได้ไปใช้สิทธิของการเป็นผลเมืองไทยคนหนึ่งอย่างครบถ้วน ซึ่งการที่ผมอยู่ข้างที่เสียงน้อยกว่าผมก็ยอมรับและไม่ได้รู้สึกเคียดแค้นแต่อย่างใด(ผิดหวังก็คงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว) แต่ผมก็คิดอยู่ลึกๆว่า คนที่เป็นเสียงส่วนใหญ่นั้นก่อนที่เค้าจะเลือกอย่างนั้น เค้าได้ศึกษามาก่อนอย่างที่ผมศึกษารึเปล่า ถึงได้เลือกไป หรือแค่ว่าดูป้ายโฆษณาใหญ่ๆบนถนน เห็นของพรรคไหนน่าสนใจก็เลือกพรรคนั้นรึเปล่า (เรื่องของการโฆษณานี่พี่นัทได้เล่าไปแล้ว ไปตามหาอ่านดูได้) ซึ่งเรื่องของการเลือกใครซักคน(พรรค)มาบริหารประเทศนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่แค่กาๆไป เสร็จแล้วกูก็รอเงินเดือนขึ้น(อีกรอบ) ก็จบ หรือเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีความรับผิดชอบในการเลือกครั้งนั้นของตัวเอง (พี่นัทเคยเขียนไว้ในบล็อก) พอคนๆนั้นทำล้มเหลวก็ด่าเอาๆ (ไม่ยอมช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเลือกเขาเข้ามาบริหารแท้ๆ) หรือพอเค้าเอาเงินมาให้หน่อยก็กลายเป็นหมาได้ เพ็ดดีกรี กระดิกหางกันใหญ่ เมื่อไหร่คนเหล่านี้ถึงจะคิดได้ซักที

สรุป(สุดท้ายแล้ว) การปกครองระบอบไหนก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือมนุษย์ทุกผู้ที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองนั้นมากกว่า คุณจะใช้ระบอบการปกครองไหนก็ได้ ถ้าหากคนที่อยู่ภายใต้การปกครองนั้นยังเป็น มนุษย์ ไม่ใช่ คน

สุดท้ายที่อยากจะบอกก็คือ ตอนที่เค้าคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาน่ะ คนที่คิดมันก็มีไม่กี่คนหรอก ไม่เห็นจะประชาธิปไตยตรงไหน(ฮา)

ขอขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์อ่านมาถึงตรงนี้ได้ (ถึงจะข้ามๆก็เถอะ) ขอบคุณมากครับ


ปล.1 เหี้ยมาก พิมพ์มา 3 หน้า สรุปอยู่ 2 บรรทัด...

ปล.2 ขอบคุณบทความในบล็อกของบุคคลต่อไปนี้ พี่ก้อน พี่นัท พี่พอ อิ๊ก ป่าน ข้าวตู รวมถึงบุคคลซึ่ง Comment ในบล็อกเหล่านี้ทุกๆคน ที่เป็นข้อมูลให้บทความเรื่องนี้ของผม

ปล.3 อยากให้มันฮาแบบบล็อกของพี่ก้อนมั่งจัง คราวหลังจะพยายามมากกว่านี้

ปล.4 หมดเวลาอ่าน Calculus III ไปอีกครึ่งวัน เฮ่อ...

ปล.5 รู้สึกว่ายังดีไม่พอยังไงก็ไม่รู้ (อ่านของคนอื่นแล้วรู้สึกว่าดีกว่าของตัวเอง)