18 October 2010

โปรแกรมแปลก แหวกแนว น่าลอง!

มีโปรแกรมบน PC เจ๋งๆ มาแนะนำสามตัวครับ

ตัวแรก สำหรับ web developer เลยครับ ชื่อ IETester เอาไว้ทดสอบการแสดงผลของ Internet Explorer ได้ตั้งแต่รุ่น 5.5, 6 เรื่อยมาจนถึงรุ่น 9 ที่ตอนนี้ยังเป็นตัวทดสอบอยู่ โหลดฟรี แต่ไม่ open source


ตัวถัดมา Switcher for Windows Vista สำหรับพวกอยากไฮโซเหมือนคนใช้ Mac ครับ เพราะมันคือ โปรแกรมสลับหน้าต่างแนวเดียวกับ Exposé เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าเหล่าสาวกทั้งหลายแน่นอน! แถมตั้งค่าได้ละเอียดยิ่งกว่า Exposé ตัวจริงซะอีก



ถึงจะยังมีบั๊กๆ อยู่บ้างเวลาใช้กับ Windows 7 เพราะเลิกพัฒนาต่อแล้ว (เซ็งเลย) แต่ก็ใช้ได้ดี สะดวกมาก อ้อ.. ต้องเปิด Aero Effect ด้วยนะ


ตัวสุดท้าย ตัวนี้แปลกจริงครับ ชื่อ Pivot เป็นโปรแกรมของ Live Labs ของ Microsoft เอาไว้สำหรับจัดการของข้อมูลปริมาณมากๆ เช่นรูปภาพ เวลาเราค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือดู wikipedia โปรแกรมนี้ก็จะทำการจัดหมวดหมู่ให้ สร้างกราฟ เพื่อจำแนกกลุ่มของข้อมูลในหน้าเว็บให้ครับ ใครงงลองดูวิดีโอครับ



ใครมีโปรแกรมเจ๋งๆ ที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นก็มาแปะไว้ได้ครับ

“แชร์กัน เพื่อชีวิตที่สะดวกกว่า” Smile

25 July 2010

จาก Memento ถึง Inception



ผมมีโอกาสได้ดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ทั้งสองเรื่องกำกับโดยคนๆ เดียวกัน ในเวลาที่ห่างกันสิบปี และทุนสร้างต่างกันยี่สิบเท่า แต่เป็นหนังแนวคล้ายกันคือ จิตวิทยา การเล่นกับจิตใต้สำนึกของคน



ผมคงจะไม่เล่าเรื่องย่อของทั้งสองเรื่องนี้ เพราะผมมีประเด็นที่คาใจ ซึ่งมาจากความแตกต่างของหนังทั้งสองเรื่องข้างต้น สิ่งที่ว่านี้คือ “ความอลังการ”


อลังการ >> ทุนสร้างมหาศาล


สิ่งที่บริษัทผู้สร้างหนังต้องการ หลังจากที่จ่ายเงินมหาศาลก็คือกำไร แล้วกำไรมาจากไหน? ก็คนดูไงล่ะ


กำไร? >> จำนวนคนดู


ทำอย่างไรถึงจะล่อให้คนมาดูได้ ก็ต้องเกิดจากความอลังการ แล้วสิ่งที่ความอลังการเหล่านั้นบดบังไปคืออะไร? เนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญของหนังที่ต้องถูกลดทอนไป เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงตัวหนังได้ หนังประเภทนี้ที่เราเรียกว่า “หนังตลาด” เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ต้องมีอะไรมาก เอาแค่ความ สนุก สะใจ เพียงแค่ทำให้รู้สึกดีพอที่จะไปบอกต่อ แต่ประเด็นอันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นกลับถูกมองข้าม


Memento ดีกว่า Inception พอสมควรในมุมองของผม สิ่งที่ Memento แสดงออกมาผมมองว่ามันเข้มข้นกว่า Inception มาก บางประเด็นที่ Inception ใส่เอาไว้เพื่อให้ตัวหนังไม่ “ดิบ” เกินไปกลับกลายเป็นจุดด้อย บางประเด็นที่ใส่ไว้เอา “ฮา” กลับกลายเป็นปมที่ไม่สมเหตุสมผล


จากที่ทบทวนดูแล้วผมว่า Nolan เหมาะสมกับการทำหนังจิตวิทยาทุนต่ำด้วยประการทั้งปวง (ถึง The Dark Knight จะออกมาเจ๋งก็ตามที)

ปล. ผมให้ Memento 10/10 ส่วน Inception ให้ 9/10

06 June 2010

OpenOffice.org กับคำว่าบั๊ก

ที่บ้านผมรับนิตยสาร PC Today ครับ ฉบับล่าสุดพาดหัวซะใหญ่โตว่า OpenOffice.org มีบั๊ก!?


discredit-open


จริงอยู่ที่ผมไม่ได้เป็นคน IT สาย Open Source เท่าไหร่ ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ก็ยังไม่ได้ครบทั้งเครื่อง แต่ถ้าโปรแกรมผมเจอพาดหัวในหนังสือว่ามีบั๊กอย่างนี้ผมย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว


ยิ่งอ่านผมยิ่งไม่พอใจ เพราะเนื้อหามันไม่ได้เป็นการติเพื่อก่อ บั๊กที่เค้าว่าก็ไม่ได้มีอยู่จริง มันไม่ใช่บั๊ก!!! แต่มันเป็น feature ที่ทีมพัฒนาต้องการให้มันออกมาเป็นอย่างนั้น

เช่น การแก้ไข cell ในเอกสารคนละ sheet (ไฟล์เดียวกัน) ที่ link กันอยู่ แล้วอ้างว่าทำให้ข้อความใน sheet อื่นถูกแก้ตามไปด้วยอันนั้น excel ก็เป็น ผมเคยเจอปัญหานี้มาแล้ว (เผลอด่าไปพักนึงเพราะไม่รู้ว่ามัน link กัน)


หากผมมองในมุมย้อนกลับ ถ้าผมใช้ OO.o มาก่อน แล้วมาใช้ Excel แล้วเจอปัญหาเพราะมันทำงานได้ไม่เหมือนกับที่ผมเคยชิน มันก็เป็นบั๊กงั้นสิ?


อ่านแล้วก็เศร้าใจกับวงการหนังสือไอทีบ้านเราเป็นยิ่งนัก
เขา(ผู้เขียนบทความ discredit นี้) แยกระหว่าง บั๊ก กับ ความสามารถ (ที่ทีมพัฒนาต้องการให้มันเป็น) ไม่ออกหรืออย่างไร? อะไรที่คิดว่า Excel ทำแล้วเป็นแบบนั้น ทำไม OO.o ถึงต้องเป็นตามด้วย เพราะมันเป็นซอฟท์แวร์ "เทียบเท่า" ไม่ใช่ "เลียนแบบ”


ผมคิดว่าเขาไม่ได้ส่งเสริมวงการซอฟท์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่เขากับลัง ”ทำลาย” วงการไอทีไทย

11 May 2010

ขับรถ มันอยู่ที่สันดาน

ขับรถมาได้ปีครึ่งแล้วครับ เรื่องที่ควรเจอบนถนนก็เจอมาน่าจะหลายกรณีแล้ว ทั้ง รถชน (ไปเสยก้นเบนซ์ซะด้วย) ยางแตก ตำรวจเรียก และอื่นๆ ยิบย่อยอีกมากมาย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่อยากจะบ่นวันนี้คือเรื่องสันดานการขับรถ โดยเฉพาะพวกรถรับจ้างทั้งหลาย ที่ผมสุดจะทนแล้ว

พวกแรก ก็คือแท็กซี่ ใครที่ขับรถนี่เจอความน่ารำคาญปนน่าโมโหแทบทุกคนก็ว่าได้ เวลามีผู้โดยสารมันก็ไม่รู้จะขับเร็วไปไหน ปาดหน้าไปทั่ว ก็เข้าใจว่าจะได้ทำยอดเยอะๆ ถ้าชนหนนึงคุ้มมั้ยครับ? แต่พอไม่มีผู้โดยสารมันก็ไม่รู้จะขับรถช้าไปไหนอีกเหมือนกัน ถนนใหญ่ไม่เท่าไหร่ แต่อยู่ในซอยนี่ลำบากใจจริงๆ จะแซงก็ไม่ได้ พอนึกอยากจะจอดแช่ที่ป้ายรถประจำทาง ก็จอดเอาดื้อๆ


จริงๆพอนึกถึงแท็กซี่แล้วขอนอกเรื่องหน่อยแล้วกัน รถเปล่าที่วิ่งเยอะฉิบหาย เปลืองน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติมาก ค่าโดยสารก็แพงเกินกว่าคุณภาพของรถ และการบริการ เป็นสิ่งที่สมควรแก้ไขมาก-มากที่สุด แต่กลับไม่มีการดำเนินการอะไรเลยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงคมนาคม)

พวกที่สองคือรถตู้ประจำทาง พวกนี้พอขับบนถนนนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะคันใหญ่กว่าแท็กซี่จะเร่งที แซงทีก็ลำบาก แต่ปัญหาคือตอนจอดรับส่งครับ เพราะมันเล่นจอดแช่เลยเหมือนกัน คนก็ไม่ได้ขึ้น (มึงจะจอดทำไมวะ!) กระจกมองหลังไม่เคยดูว่ารถมันติดขนาดไหน รถเมล์ที่ควรจะต้องจอดตรงป้ายก็จอดไม่ได้ เพราะพวกนี้ดันคุมที่อยู่ อย่างกับยากุซ่า (ฮา) ต้องไปจอดเลยป้าย หรือเลนสอง ซึ่งมันก็ทำให้รถติดหนักเข้าไปใหญ่


พวกสุดท้ายนี่หนักสุดครับ จักรยานยนต์ แว้นจัดกันเหลือเกิน กฏจราจรบัญญัติไว้อย่างไร พวกนี้แหกหมด ทั้งขับย้อนศร ขับเลนในสุด ไม่สวมหมวกกันน็อก จอดเรี่ยราด ฯลฯ ปัญหาที่เจอหนักสุดสำหรับแถวบ้านผมคือขับย้อนศรครับ ปัญหามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิม เพราะมันขับเหมือนกับ “กูขับถูกทิศแล้ว!” อืมม… ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

คิดเรื่องนี้มาก็นานแล้ว ผมก็คิดวิธีการที่จะแก้ปัญหานี้ได้หลายวิธีครับ


1. ต้องควบคุมกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่านี้ แน่นอนว่าต้องลงโทษตำรวจที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะถึงอย่างไร เท่าที่ผมสังเกตคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยก็ทำตามกฏเพราะว่าความกลัวในบทลงโทษ (จะมีซักกี่คนที่รู้ถึงความหมายของการมีบทลงโทษในบทกฏหมาย)


2. ต้องจัดระเบียบการดำเนินงานของรถแท็กซี่ โดยการลดปริมาณ และเพิ่มคุณภาพ ไม่ใช่ว่าขับรถเป็น คุณก็ทำอาชีพขับแท็กซี่ได้ ผมยอมจ่ายแพงกว่านี้ถ้าคนขับ และรถมีคุณภาพ


3. เรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญที่สุดครับ คือต้องพัฒนาระบบการศึกษา จริงๆ ทุกอย่างที่เป็นปัญหาของไทยก็มาจากเรื่องนี้ทั้งนั้น (หรือใครจะเถียง) ทุกคนรู้ดี หลายคนพยายามปรับปรุงด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ แล้วคนที่มีหน้าทีตรงนี้ล่ะครับ ทำอะไรอยู่?


ปล. คนที่ไม่เคยขับรถอาจจะไม่รู้ถึงความลำบากใจ อึดอัดใจตรงนี้เท่าไหร่ ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ

28 December 2009

วิธีแก้ Google Calendar Sync ให้ใช้ได้กับ Outlook 2010

screenshot_02

ปกติแล้วผมจะใช้มือถือในการจดบันทึกนัดหมายต่างๆ เรียกว่าตารางงานทั้งหมดฝากไว้กับมือถือ ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้ตารางนัดหมายเหล่านี้หายไป ผมจึงใช้ Google Calendar Sync ซึ่งจะทำการ Sync ข้อมูลระหว่างปฏิทินใน Outlook (ที่ sync กับมือถือผมผ่าน PC Suite ของ Nokia อีกที) กับ Google Calendar

พอผมลองใช้ Microsoft Office 2010 Beta ปัญหามันเกิดขึ้นทันทีเลย เพราะ GCS มันบอกว่า Outlook ใหม่เกิน - -“ เอาล่ะสิ เมื่อมีปัญหาก็ต้องมีวิธีแก้ครับ วันนี้มีเวลาว่างเลยลองหาดู ก็เจอเลยครับ แต่ว่าออกจะยุ่งยากเล็กน้อย ตามนี้เลย

1. ต้องแบ็กอัพไฟล์ OUTLOOK.exe ก่อนครับ อยู่ใน c:\Program Files\Microsoft Office\Office14 (หรือใน Program Files (x86) สำหรับระบบปฏิบัติการ 64-bit

2. ปิดโปรแกรม Outlook ให้เรียบร้อย ตรวจดูให้เรียบร้อยใน Task Manager ด้วย

3. เปิดไฟล์ OUTLOOK.exe ด้วย Hex Editor (ผมใช้ HxD)

4. หาบรรทัด ที่มี 14.0.0 ให้แก้เป็น 12.0.0 (อาจจะหายากนิดนึง)

screenshot_01

5. เซฟไฟล์ ถ้าใช้ HxD จะเซฟให้ทุกครั้งที่เราแก้ไขไฟล์ เพราะฉะนั้นเวลาแก้ก็ต้องระวัง ไม่งั้นจะบึ้มเอาได้ง่ายๆ

6. ลองเปิด Outlook แล้วลองดูว่ายังใช้ได้ดีอยู่รึเปล่า?

7. เปิด Google Calendar Sync แล้วจะพบว่ามัน Sync ได้แล้ว! เยี่ยมเลย

ลองทำดูครับ

Credit Venukb

20 December 2009

Test form Windows Live Writer

เพิ่งโหลดมา ลองซักหน่อย

เริ่มด้วย แหล่งกำเนิดของดราม่า (หว้ากอ - พันทิพ)

ต่อด้วยรูป

_MG_2703

ตามมาด้วยแผนที่

Map picture

(Bing Map แม่งกากส์จริง ความะเอียด 1 ใน 100 ของ Google Maps ระบบค้นหาก็ห่วย MBK ยังไม่รู้จัก)

เอาล่ะ พอละ

13 September 2009

คุณพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวกี่อย่าง?

โทรศัพท์เคลื่อนที่(หลังจากนี้จะเรียกย่อๆว่า มือถือ) เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา (ที่สมัยนี้นิยมเรียกว่า iPod) เครื่องเล่นเกมพกพา นาฬิกาดิจิตอล และอื่นๆอีกมากมายที่คุณสามารถพกพาไปไหนมาไหนกับคุณได้ เพื่อมองความบันเทิงอย่างไร้ขีดจำกัดให้คุณ

พกทำไมเยอะแยะครับ ตอนนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผมพกติดตัวมีแค่มือถือเท่านั้น ใช้ทำทุกอย่าง ผมเคยเห็นคนที่พกเครื่องนั่นโน่นนี่ ติดตัวหลายอย่าง ทั้ง มือถือ iPod เสียบหูฟังเพลง ในมือยังเล่น PSP แถมซักพักยังคว้าเน็ทบุกออกมาใช้อีกต่างหาก ไม่เคยคิดกันเหรอครับว่า พกไปก็ลำบาก เกะกะ หรือน่ารำคาญ แถมยังส่งปล่อยทั้งคลื่นวิทยุ และ ความร้อนออกมาตั้งมากมาย สิ้นเปลืองทรัพยากรในการผลิต พอใช้จนพังก็ทิ้งไม่เป็นที่

ลองย้อนมองตัวเองก่อนนะครับ ว่าสร้างภาระให้กับโลกแค่ไหน ด้วยการใช้อุปกรณ์สิ้นเปลืองเหล่านี้ ผมเองก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้อุปกรณ์สิ้นเปลือง แต่อุปกรณ์ทุกชิ้นผมก็ใช้มันจนคุ้มค่า และที่สำคัญก็คือผมนำมันไปทิ้งถูกที่ (รีไซเคิล) เลิกเถอะครับ ถ้าคิดแค่ว่าจะซื้อเพราะมันดูดี มันเท่ห์ อินเทรนด์ แต่สิ่งที่ตัวเองมีก็ยังใช้ได้ดี

แล้วคุณล่ะ? พกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวกันกี่อย่างครับ?

ปล. จริงๆอยากจะเขียนเรื่องนี้เพื่อเตือนตัวเองมากกว่า เพราะเริ่มรู้สึกว่าจะไหลไปตามกระแส