18 April 2009

9 เทคโนโลยีที่ “ของมันจะมา” (ครึ่งแรก)

1. Android live in a cell phone
ตัวแรกเริ่มจากอะไรที่ใกล้ตัวเรามากๆ นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ แล้ว Android มันคืออะไรล่ะ? มันก็คือระบบปฏิบัติการบนมือถือ แต่หลายคนก็ยังงงอยู่ดีว่าไอ้ระบบปฏิบัติการในมือถือนี่มันเป็นยังไง ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดก็อย่างเช่น Symbian มากมายหลายซีรีย์ส Windows Mobile หรือ Linux หลายคนคงอ๋อตั้งแต่ตัวอย่างแรกแล้วล่ะสิ
Andriod
เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับมือถือตัวใหม่ที่พัฒนาโดย Google ซึ่งเริ่มแรกนั้นความต้องการของ Google ก็คือการเจาะกลุ่มตลาดโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่จะเสริมบริการ อื่นๆของ Google (Gmail, Docs, Maps, etc.) ลงไปได้ง่าย ไม่ต้องไปทำโปรแกรมให้ยุ่งยากในระบบปฏิบัติการอื่นๆ ดังนั้น พื้นฐานของ Android จึงใช้ Java ในการพัฒนา ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมที่ฮิตติดอันดับต้นๆของโลก
หลังจากการเปิดตัวอย่างสวยงามของ T-Mobile G1 ที่เป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรก ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ได้ไม่นาน นักพัฒนาจากทั่วโลกก็ส่งโปรแกรมที่ตนเองพัฒนาขึ้นมาลงใน Android market (คล้ายๆ App Store ของ iPhone) และกฎข้อบังคับก็ไม่เข้มงวดเท่า App Store อีกด้วย
ในปีนี้ก็มีบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหลายบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับ Google ในนามของ Open Handset Alliance ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะผลิตโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Android อย่างแน่นอน สิ่งนี้เอง ทำให้อนาคตของ Android ช่างดูสดใสเสียเหลือเกิน
นอกจากนี้ เมื่อต้นปียังมีข่างออกมาอีกว่า แฮกเกอร์ได้ทำการแฮกระบบปฏิบัติการ
Android ลงใน Netbook ได้เป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาในการดัดแปลงโค้ดเพียงแค่ 4 ชม.เท่านั้น สาเหตุมาจากตัว Android เองมีส่วนที่สนับสนุนการเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์อื่นๆอยู่แล้ว ทำให้ง่ายต่อการดัดแปลง เหตุนี้เองทำให้เชื่อได้ว่าทาง Google มีแผนที่จะนำ Android ข้ามไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่ามือถือเป็นแน่!




2. Netbook Era
ในตอนนี้อุปกรณ์พกพาอีกอย่างที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากก็คือ
Netbook (เน็ทบุ๊ก) หรือเป็น Notebook ขนาดเล็กนั่นเอง ด้วยขนาดหน้าจอเพียง 9-10และน้ำหนัก 1 กก แถมราคายังถูกกว่า Notebook ตัวจริงแบบครึ่งต่อครึ่ง ทำให้ Netbook กลายเป็นกระแสมาแรงของปีนี้ไปแล้ว Netbook ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อการพกพาอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นของ Netbook มาจากโครงการ OLPC ก็คือ โครงการที่จะผลิต Notebook ขนาดเล็ก ราคาถูก เพื่อในนักเรียนในประเทศยากจนได้เข้าถึงเทคโนโลยี (ไม่น่าแปลกใจที่ไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) โครงการ OLPC ได้ฤกษ์เปิดตัวไปได้ปีเศษๆก็มีเครื่องมามอบให้กับเด็กๆ ขณะนั้นเอง ASUS ก็ไปเหลือบเห็นเข้า แล้วก็คิดว่า “น่าจะขายได้” เท่านั้นแหละครับ ASUS ได้ออก Netbook ตัวแรกของโลกคือ EeePC 700 แล้วก็ดังระเบิดตูมตามไปทั่วโลก เพราะราคาเปิดตัวที่ถูกแสนถูก ราวๆ $300 หรือ 12,000 บาท ทำให้ขายได้มากกว่า 3แสนเครื่องภายในเวลาแค่ 4 เดือน
พอเวลาล่วงเข้าปี 2008
Intel เจ้าพ่อแห่งวงการ Computer Chipset ก็ได้ออก Mobile CPU ตัวใหม่ออกมา แล้วก็เป็นไปตามคาดคือ ASUS ได้นำ Atom มาใส่ลงไปใน EeePC แล้วก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอีกรอบ จนบริษัทอื่นเห็นท่าว่าตลาดนี้จะรุ่ง จึงผลิต Netbook ของตัวเองออกมาบ้าง จนในปี 2008 เพียงปีเดียวก็มียอดจำหน่ายรวมกันมากกว่า 25 ล้านเครื่องเข้าไปแล้ว
Netbook ของแต่ละยี่ห้อคลานตามกันออกมา จนถึงตอนนี้ เกือบ 10 ยี่ห้อเข้าไปแล้ว ส่วนคนที่ยิ้มแหยๆมากที่สุดก็คือ Intel ผู้ผลิตชิปเซต Atom ที่ตอนนี้ผลิตไปมากกว่า 40 ล้านชิ้น แต่ถึงกระนั้น Intel เองก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เพราะ Atom นั้นถูกออกแบบมาสำหรับโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่ทำมาผลิต Netbook อย่างที่เห็นๆกันอยู่ เซ็งเรื่องนี้ไม่เท่าไหร่ แต่ที่ Intel เซ็งที่สุดเห็นจะเป็นกำไร เพราะเนื่องจากราคาของชิปเซตที่ถูก ทำให้กำไรลดน้อยลงไปด้วย
และในตอนนี้ ทาง
Intel ก็ได้วางแผนที่จะออกชิป Atom แบบ Dual-core ภายในปีหน้า (2010) ซึ่งก็ค่อนข้างแน่ชัดว่าเส้นทางของ Netbook ยังคงไปต่อได้อีกยาวแน่นอน




3. Windows 7 "Finished Vista"
หลังจากที่พี่บิ๊กในวงการไอทีอย่าง Microsoft ออกระบบปฏิบัติการ Windows Vista ในปี 2006 ก็แทบได้รับเสียงตอบกลับมาจากผู้ใช้ทันทีว่า ช้ามาก ถึงระบบต่างๆภายในจะดีขึ้นมากกว่า XP ก็ตาม ทำให้ล่าสุด (ธันวาคม2008) Windows Vista จึงมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 15% ในขณะที่ Windows XP ยังคงจำนวนผู้ใช้ไว้ได้ที่ 70% และ Mac OS X ก็ได้โอกาสตีตื้นมาที่ 6%
ความล้มเหลวในครั้งนั้น ทำให้ Microsoft รู้สึกตื่นตัวและจำต้องออกระบบปฏิบัติการตัวใหม่ที่ดีกว่า Vista ให้เร็วขึ้นจากแผนเดิมในปี 2011 จึงต้องเลื่อนขึ้นมาเป็นปี 2009 แทน ในชื่อว่า Windows 7
Windows
7 นั้นนับได้ว่าเป็น Vista ฉบับสมบูรณ์ก็ไม่ผิดนักเนื่องจากความแตกต่างด้านรูปร่างหน้าตากับ Vista ยังไม่มากนัก ที่พอจะสังเกตได้ก็เพียง taskbar ที่ดูแปลกตาไป แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างกันอย่างมาก คือประสิทธิภาพ ซึ่งหลังจากที่ Microsoft ได้ออกตัว Beta ออกมาให้โหลดกันไปทดลอง ก็มีบทวิเคราะห์ วิจารณ์ออกมามากมาย และเสียงส่วนใหญ่ก็จะเป็นการชมถึงประสิทธิภาพในการใช้งาน ที่ดีกว่า และเร็วกว่า Windows XP ซะอีก ในครั้งนี้ Microsoft จึงตั้งความหวังอย่างมากที่จะดึงผู้ใช้ Windows XP ให้เปลี่ยนมาใช้ Windows 7 แทน แน่นอนว่ารวมถึงผู้ที่เปลี่ยนใจไปใช้ Mac แล้วด้วย
กำหนดเปิดตัว Windows 7 ภายในสิ้นปีนี้ ทำให้ความฝันที่จะปลุกความยิ่งใหญ่ของ Microsoft กลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากแผ่วไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นไปได้ ถ้าไม่เกิดโรคเลื่อนขึ้นในการเปิดตัวแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าความหวังของ Microsoft คราวนี้เป็นจริงแน่นอน



4. SSD Rocks!!
สำหรับ
SSD หรือชื่อเต็มๆก็คือ Solid State Drive ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำรอง (ศัพท์ทางคอมเรียก Secondary Storage) แบบใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ Hard Drive แบบจานหมุนในไม่ช้านี้
Solid State Drive
นั้นเพิ่งเริ่มจะมาพัฒนากันจริงๆจังๆเมื่อ 1-2 ปีที่แล้วนี้เอง จุดเริ่มต้นก็คือความสำเร็จของ Netbook ที่มียอดขายถล่มทลาย แล้วไส้ในของมันก็ใช้ SSD เป็นหน่วยความจำสำรองแทน HDD นั่นเอง ถึงแม้ในตอนนั้นความจุจะเพียง 8 GB แต่ก็ทำให้ SSD เริ่มเป้นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะจุดเด่นของมันก็คือ กินไฟน้อย น้ำหนักเบา ไม่มีส่วนเคลื่อนไหวที่เราต้องคอยระวังไม่ให้กระแทก แถมมี Access time ในระดับเดียวกับ RAM เรียกได้ว่าคลิ๊กปุ๊บ ก็มาปั๊บ ทำให้ SSD เป็นที่นิยมใช้ใน Netbook หรือ Notebook รุ่นที่ประหยัดพลังงานมากกว่า HDD แบบเดิมๆ
แต่ถึงจะมีข้อดีที่โดดเด่น แต่ก็มีข้อเสียไม่ใช่น้อยเหมือนกัน อย่างแรกเลยคือเรื่องราคาที่จะแพงกว่า
HDD ถึง 5 เท่า (โดยประมาณ) ข้อเสียอันดับต่อมาก็คือเรื่องความจุ ถึงตอนนี้ ความจุมากที่สุดของ SSD ยังได้เพียงแค่ 256 GB (มีขนาด 1 TB แล้วแต่ยังไม่ออกจำหน่าย และราคาก็คงแพงมหาโหด) และข้อเสียอย่างสุดท้ายก็คือ ขีดจำกัดในการอ่าน-เขียนข้อมูลจะอยู่ที่ราวๆ 1-2 ล้านครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเริ่มเสื่อม (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิป) ข้อเสีย 2 อย่างแรกนั้นแก้ได้ไม่ยาก เพียงแค่ SSD เป็นที่นิยมมากขึ้น เทคโนโลยีการผลิตก็จะถูกลง และขนาดก็จะใหญ่มากขึ้น แต่เรื่องขีดจำกัดในการอ่าน-เขียนข้อมูลที่ยังต้องรอเทคโนโลยีใหม่กันต่อไป
อนาคตของ
Solid State Drive จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ก็กำลังเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ Notebook หลายรุ่นก็เริ่มมี option SSD ให้เลือกแทน Hard Drive แล้ว เส้นทางสู่แสงสว่างของ SSD จึงเริ่มโผล่ให้เห็นรำไรอยู่ข้างหน้า

เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ สำหรับครึ่งหลัง คงจะมาอัพเร็วๆนี้ครับ

22 March 2009

สุดยอด Firefox Add-ons ของข้าพเจ้า

อัพคราวนี้ไม่มากความครับ แค่อยากแบ่งปันความเจ๋งของ Firefox Add-ons หลายๆตัวเท่านั้นเอง

การเรียงลำดับตามตัวอักษร ไม่ได้เรียงตามความชอบแต่อย่างใด (ความชอบของผมจะวงเว็บไว้ด้านหลัง)

1. Adblock Plus (4ดาว)

ตัวนี้ไม่ต้องกล่าวถึงกันมากครับ เพราะคนไหนใช้ Add-ons ก็แทบจะมีกันทุกคน มันคือ add-on สำหรับบล็อก pop-up อันน่ากวนใจทั้งหลาย ที่ชอบเด้งหน้าต่างใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา สามารถกันได้ประมาณ 90% เลยทีเดียวนะครับ (ประเมินจากการใช้งานของผมเองครับ :P) ที่จะกันไม่ได้ก็คงแค่ pop-up ที่เป็น JavaScript เท่านั้นเองครับ

2. Colorful Tabs (4ดาว)

add-on ตัวนี้อยู่ในประเภทช่วยการแสดงผลครับ ก็คือการเปลี่ยนสีให้ต่างๆกันไปในแต่ละแท็บ เหตุผลก็คล้ายๆกับการที่เราใช้ marker สีๆเน้นข้อความตอนอ่านหนังสือสอบแหละครับ ที่สีจะช่วยในการจดจำมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังสามารถใส่ภาพพื้นหลัง ในส่วนของแท็บได้อีกด้วย สวยอย่างงี้ ไม่ใช้ได้ไง

3. Download Statusbar (4ดาว)
เรื่อง download นี่คงขาดไม่ได้สำหรับการใช้ browser ในปัจจุบันไปแล้วดังนั้น add-on ตัวนี้จึงช่วยในการแสดงผลสำหรับสิ่งที่เรากำลังดาวน์โหลดอยู่ ทำให้การดาวน์โหลดเป็นเรื่องสะดวกขึ้นมากครับ

4. DownThemAll! (5ดาว)

Add-on ตัวนี้ก็ตามชื่อเลยครับ "ดาวน์โหลดมันให้เกลี้ยง!" มันก็คือโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดนั่นเอง ความสามารถก็เทียบเท่า IDM เ้ลยนะครับ สามารถเร่งความเร็วในการดาวน์โหลดได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ด้วยวิธีการแสนธรรมดาก็คือการสร้างการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้นนั่นเอง ใช้ดี ไม่มีสะดุด แล้วจะหยุดใช้ได้ไง!

5. Firebug (5ดาว+)
เพื่อ Web developers โดยเฉพาะครับ ใครเป็นนักพัฒนาเว็บแล้วไม่รู้จัก หรือไม่เคยใช้ Firebug นี่จะโดนหาว่าเชยเอาได้ง่ายๆ มันคือ console เพื่อดู source code ของเว็บ และสามารถแก้ไข code ได้เลยทันที(ทุกเว็บ) แบบ real-time สุดยอดของจริงครับ! รายละเอียดนี่ต้องลองโหลดไปเล่นกันเอาเองครับ เยอะและสุดยอดมากๆ

6. FlashGot (4ดาว)
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการใช้ IDM หรือ FlashGet แล้วไม่อยากเปลี่ยนไปใช้ DownThemAll! ก็มีข่าวดีครับ เพราะ FlashGot คือคำตอบของคุณ! มันจะช่วยจัดการให้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดทั้งหลายทั้งแหล่ที่มีอยู่ในเครื่องคุณให้สามารถเชื่อมต่อกับ Firefox ได้ เจ๋งใช่มั้ยล่ะ

7. Foxmarks Bookmark Synchronizer (5ดาว)
ถ้าคุณมีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง แล้วการใช้ bookmark ที่สุดแสนจะสับสน เพราะเครื่องนี้มี แต่อีกเครื่องกลับไม่มี ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าคุณใช้ Foxmarks! มันจะช่วยจัดการ sync bookmark ทั้งหมดใน Firefox ของคุณทุกเครื่องให้เหมือนกันหมด (แน่นอนว่าทุกเครื่องนั้นต้องมี Foxmarks ถึงจะ sync ได้) สุดยอดไปเลย ซาร่า! แต่....ความสุดยอดมันยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เจ้า Foxmarks ยังช่วยแนะนำการ tag bookmark ของคุณได้อีกด้วย!!!
**ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Xmarks แล้ว เพราะไม่ได้มี add-on แค่ Firefox อีกต่อไป แต่มีทั้ง Safari และ Opera (ถ้าจำไม่ผิดนะ) โอ้ววว สุดยอดจริงๆ**

8. Google Toolbar (5ดาว)
สุดยอด Add-on ของ Google เค้าล่ะครับ ใครใช้งาน Google ทั้ง Gmail, Docs, Calendar และอื่นๆคงจะขาดเจ้าตัวนี้ไม่ได้แน่นอน นอกจากจะชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาแล้ว (ค้นหาได้มากมายหลากหลายแบบ) ยังมีลูกเล่นเจ๋งๆอีกนับสิบ ลองดูครับ แล้วคุณจะหลงรักมัน!

9. Greasemonkey (4ดาว)
ลองใช้ add-ons มาหลายตัวแล้วไม่ถูกใจ? งั้น Greasemonkey ตัองเข้าตาคุณอย่างแน่นอน มันคือ Add-on ที่สามารถนำสคริปอื่นๆมาลงเพิ่มเติมได้เอง แน่นอน คุณจะเขียนสคริปขึ้นมาเองก็ได้! โดยใช้ภาษา JavaScript เพียงไม่กี่บรรทัด นอกจากนี้ยังมีสคริปอีกนับหมื่นที่ userscripts.org ให้คุณได้ลอง ใช้ Greasemonkey ตัวเดียวอยู่!!!

10. Ubiquity (5ดาว+)
Add-on ตัวนี้เทพขั้นสุดครับ มันคือสุดยอดของ Firefox add-ons เลยครับ หลักการของมันก็คือ คืน คีย์บอร์ดแก่ผู้ใช้งานครับ หากคุณเบื่อการใช้เมาส์สลับไปมากับคีย์บอร์ดล่ะก็...ubiquity จะทำให้คุณรักมันจนหมดใจ คุณสามารถใช้งานหลากหลาย ทั้งส่งอีเมล search Google หาวิดีโอใน Youtube หรือจะ Tweet และอีกมากมาย (มีเครื่องคิดเลขด้วยนะเอ้อ) เพียงแค่มีคีย์บอร์ดเท่านั้น ต้องลองให้ได้ครับ!

11. Undo Closed Tab Button (5ดาว)
Add-on ตัวสุดท้าย แต่ความสามารถอยุ่อันดับต้นๆเลยครับ หลายคนคงเบื่อกับการนั่งกด ctrl+shift+T เพื่อย้อนแท็บที่เคยปิดไปแล้ว หรือหลายคนอาจจะชอบเปิดแท็บทิ้งไว้มากๆจนงง เพราะกลัวว่าปิดไปแล้วจะเปิดหาอีกทีไม่เจอ เจ้าปุ่มนี้ช่วยได้ครับ! มันจะช่วยจดจำแท็บที่คุณเคยปิดไปได้มากสุดถึง 99 แท็บ แล้วยังเลือกเปิดคืนแท็บที่เคยปิดไปแล้วอย่างง่ายดาย ทีนี้ก็ไม่ต้องเปิดแท็บค้างไว้เยอะจนงงอีกต่อไป!!

จบแล้วครับ สำหรับสุดยอด Firefox Add-ons ของผม หากเพื่อนๆคนไหนมี Add-on น่าสนใจก็อย่าลืมแบ่งปันกันด้วยนะครับ

ปล. จริงๆก็มีตัวที่เจ๋งๆเยอะกว่านี้ แต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ใช่ เลยเอาแค่ตัวที่น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ครับ

09 March 2009

Yesterday, kub.

a: วันก่อนคับ
b: ทำไมวะ
a: ไปสยามมาคับ
b: แล้วไงวะ
a: เดินผ่านหญิง เค้าหันกลับมามองเลยคับ
b: โห เมิงหล่อมาก !
a: ป่าวคับ เหยียบตีนเค้า

a: แล้ววันก่อนคับ
b: ทำไมวะ
a: ไปเที่ยวกลางคืนมาคับ
b: เออ เปนงัยวะ
a: หิ้ว ญ กลับมาคนนึงคับ
b: โหย เปยงัยวะ
a: นม งี้ดูไม่ได้เลยคับ
b: เห้ยทำนมหรอวะ
a: เค้าไม่ให้ดู คับ

a : แล้ววันก่อนคับ
b: ทำไมวะ
a: เมาเหล้าคับ
b: เหย ธรรมดาๆ
a: แล้วปวดฉี่ คับ
b: แล้วทำไงวะ
a: เลยไปฉี่ตรงศาลพระภูมิ
b: เห้ย แล้วไหว้รึป่าว
a: กลับมาจู๋บวมเลยคับ
b: เมิงไม่ไหว้อะดิ
a: ซิบหนีบจู๋ คับ

a: แล้ววันก่อนคับ
b: ทำไมวะ
a: วาเลนไทน์คับ
b: เปนไงๆ
a: ผู้หญิงที่คณะวิ่งถือดอกไม้มาหาผม ทุกคนเลย
b: โห เมิงป๊อปมากเลยนะเนี่ย
a: ป่าวคับ เค้าเอามาขาย

a: แล้ววันก่อนคับ
b: ทำไมวะ
a: ไปคัดตัวนักวิ่งมาคับ
b: เออ เปนงัยวะ
a: 100 ม. ผมวิ่งได้ 4 วิ คับ
b: โห หยั่งงี้ติดทีมชาติเลยนะเนี่ย
a: วิที่ 5 ล้มคับ

ที่มา: Rising’s Blog
by fwd mail

15 February 2009

ถึง กระทรวงไอซีทีที่รัก

ปล. (ปฐมลิขิต) เนื้อหาทั้งหลายในบทความนี้ไม่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาแต่อย่างใด
ปล. (ปฐมลิขิต) ข้อความหลังจากนี้ทั้งหมดได้ถูกส่งไปยังกระทรวงไอซีทีแล้วผ่านทางอีเมล์ของผม

*********

ต้องการจะแจ้งเตือนการปิด(บล็อก)เว็บไซต์ไม่เหมาะสมครับ

เมื่อวาน (14 ก.พ.) ผมได้เข้าไปยังหน้าเว็บไซต์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของ wikipedia ภาษาอังกฤษ
http://en.wikipedia.org/wiki/Bhumibol_Adulyadej
แล้วก็พบว่าถูกบล็อกโดยกระทรวงไอซีที ผมสงสัยว่าบล็อกหน้าเว็บนี้ด้วยเหตุอันใด
ผมจึงลองเข้าไปยังหน้าเพจนั้นด้วยวิธีการอื่น และลองอ่านบทความภาษาอังกฤษนั้นดู

จากที่อ่านบทความนั้น ผมก็พบส่วนหนึ่งของบทความที่อาจจะขัดกับกฏหมายของประเทศไทย
ซึ่งสิ่งนั้นผมก็ยอมรับได้ เนื่องจากผู้ที่ส่งบทความในส่วนนั้นไปอาจเป็นชาวต่างชาติ
ซึ่งเป็นไปได้ที่จะไม่เข้าใจกฏหมายไทย หรือความเคารพนับถือของชาวไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์

แต่สิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้คือ ทำไมต้องปิดกั้นไม่ให้คนไทยได้รู้ ได้เห็นในสิ่งที่มันผิดนั้น
แล้วช่วยกันแก้ไขให้มันถูกต้อง แล้วพวกคุณ(กระทรวงไอซีที) ก็ปล่อยให้คนไทยซึ่งรู้ไม่มีโอกาสแก้อยู่อย่างนั้น
และยอมให้ชาวต่างชาติอื่นๆเข้าไปดูบทความที่มันผิดไปจากความเป็นจริงนั้นได้
ปล่อยให้ชาวโลกเข้าใจสิ่งที่ผิดว่ามันถูกต้องอยู่อย่างนั้น ทั้งที่คนไทยจำนวนมาก
และส่วนใหญ่เ้ป็นปัญญาชน (อย่างน้อยก็ต้องอ่านภาษาอังกฤษออก) รู้ และพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขตรงส่วนนั้นได้

พวกคุณ(กระทรวงไอซีที) ต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต้องตกอยู่ในความเข้าใจผิดของต่างชาติอย่างนั้นหรือ?
พวกคุณอ่านตรงส่วนที่น่าจะขัดต่อกฏหมาย ก็คิดว่ามันไม่ดีแล้วก็บล็อกเลยอย่างงั้นหรือ? พวกคุณจบอะไรมา?
หากพวกคุณจะบล็อกเว็บโป๊ เว็บขายของผิดกฏหมาย อะไรแบบนั้นผมก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่การที่คุณมาปิดกั้นสายตาชาวไทย
แล้วไปถ่างตาชาวต่างชาติให้เห็นสิ่งที่มันไม่ดี และมีผลต่อสถาบันอันสูงส่งของไทยนั้น แล้วอย่างนี้
เมื่อไหร่ชาวไทยจะพัฒนาให้ทัดเทียมกับชาวต่างชาติได้ครับ?

ผมมีทางแก้ไขเหตุการณ์ข้างต้นอยู่วิธีนึง คือการทำหน้าเว็บเพจไปคั่นไว้ก่อนที่จะเข้าไปยังห้นาเว็บไซต์ที่มีปัญหา
โดยอาจมีข้อความว่า "บางส่วนของเว็บไซต์ที่คุณกำลังจะเข้าไป มีเนื้อหาไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการชม"
หรือจะอะไรกด็ตามแต่ คนไทยไม่ได้โง่หรอกนะครับ พวกคุณต่างหากล่ะ ที่ไปปิดกั้นให้คนไทยโง่อยู่

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมสังเกตเห็น เมื่อตอนที่จะเข้าไปหาอีเมล์เพื่อติดต่อร้องเรียนเรื่องข้างต้น
คือเว็บของกระทรวงไอซีที http://www.mict.go.th/main.php?filename=index
สิ่งที่ผมต้องการคืออีเมล์ แล้วมันอยู่ตรงไหนครับ? ผมต้องใช้เวลากว่า 10 นาทีในการหาว่า อีเมล์เพื่อติดต่อมันอยู่ตรงไหน
ทำไมถึงไม่มีอยู่ใน"ส่วนติดต่อเรา"? ในส่วนนั้นมีแต่แผนที่ สมุดโทรศัพท์ สมุดเยี่ยม(จะมีไปทำไม[วะ])
ส่วนที่ผมไปหาอีเมล์นี้มาได้ คือส่วน"แจ้งเรื่องร้องเรียน" แถมอยู่ในหมวดย่อย "ร้องเรียนเกียวกับข้าราชการ" อีกต่างหาก ไม่เกี่ยวกันเลย ถูกมั้ยครับ

ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า นี่คือเว็บไซต์ของกระทรวงที่ดูแลด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย เหมือนให้เด็กม.ปลายทำ
ฟ้อนต์ที่ใช้แค่ในหน้าแรกก็นับได้ 6-7 ฟ้อนต์แล้ว แถมส่วนแถบเมนูด้านซ้าย กับเนื้อหาด้านขวา ก็แตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละเว็บไซต์กัน
เมนูก็ยากจะเข้าถึงโดยไม่ผิดพลาด แถมยังอยู่ในส่วนที่ไม่ควรจะอยู่อย่างที่กล่าวไปแล้ว แถมการจัดแบ่ง division ในหน้าเว็บก็เละจนน่าเกลียด
นี่คือเว็บไซต์ที่ควรจะดีที่สุดของประเทศไทยไม่ใช่หรือ? อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะดีที่สุดในส่วนราชการด้วยกัน? แล้วนี่คืออะไรครับ?

"ไอซีที โฉมใหม่ ครบถ้วน ทันสมัย พร้อมให้บริการ" ไม่จริงเลยซักอย่างเดียวครับ

ทางกระทรวงสามารถติดต่อกลับมายังอีเมล์นี้ได้ตลอดเวลาครับ

ขอบพระคุณที่อ่านจนจบครับ
15 กุมภาพันธ์ 2552

ปล. ถ้าอีเมล์ฉบับนี้ส่งไปไม่ถูกต้องตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ รบกวนช่วยส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ปล. หากเป็นไปได้ กรุณาให้ท่านผู้มีอำนาจ และหัวสมัยใหม่(ย้ำ! หัวสมัยใหม่) ได้อ่านข้อความร้องเรียนของผมข้างต้นด้วย
ปล. ถ้าเจ้าหน้าที่คนที่อ่านคนแรกไม่บล็อกข้อความร้องเรียนของผมซะก่อนนะ
ปล. ถ้าพิมพ์ผิดพลาดก็ขออภัยครับ ไม่มีเวลาตรวจทาน

*********

หวังว่าข้อความร้องเรียนนี้คงเข้าที่ประชุมของกระทรวงเร็วๆนี้ครับ (แต่ผมว่าอย่างเร็วคงเดือนหน้า)

ปล. (ปัจฉิมลิขิต) จริงๆมีเรื่องอื่นที่ทำค้างไว้ตั้งแต่ต้นเดือน คงจะเอามาลงหลังจากสอบเสร็จ
ปล. (ปัจฉิมลิขิต) สงสัยว่าบทความนี้ต้องมีผลกับการสมัครงานของผมอย่างแน่นอนที่สุด

25 January 2009

เครื่องบินตก กับ ปลากระป๋องบูด

ช่วงนี้ติด Air Crash Investigation มากเลยครับ

จริงๆแล้วเนี่ย ผมเป็นคนชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ความฝันวัยเด็กก็ต้องเป็นนักบินอย่างไม่ต้องสงสัย ผมเลยค่อนข้างจะศึกษาเครื่องบินอย่างจริงจัง ชอบเอาแบบพิมพ์เขียวของเครื่องหลายรุ่น หลายแบบมาดู ศึกษาหลักการทำงานของระบบภายในคร่าวๆ ศึกษาปุ่มและคันโยกต่างๆในห้องนักบิน ถึงขนาดว่าถ้าให้ผมนั่งเป็นกัปตันผมก็ (อาจจะ) นำเครื่องขึ้น (Take off) จนนำเครื่องลงตามปกติ (Landing) ได้

ช่วงนี้เหมือนเกิดอาการจิตตกเล็กน้อยครับ งานมีเยอะ แต่ไม่ค่อยได้ทำ กลับเกิดอารมณ์ อยากตามใจตัวเองขึ้นมา นั่งหาใน Youtube ว่ามีรายการอะไรเกี่ยวกับเครื่องบินบ้าง โดยเฉพาะสารคดี อยากเพิ่มความรู้ (ที่ไม่ค่อยมีความหมาย) ให้มากขึ้น จึงเริ่มค้นจากรายการ Seconds from Disaster ของ National Geographic Channel ซึ่งผมเคยดูมาก่อนแล้ว นั่งดูไปหลายตอน นั่งกด Related Videos ไปเรื่อยๆจนเจอรายการ Air Crash Investigation เข้าครับ

รายการ Air Crash Investigation จะเป็นรายการเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางอากาศยานครับ ของช่อง National Geographic Channel เช่นเดียวกัน (รุ้สึกใน True Vision ก็มี) โดยจะมีการจำลองเหตุการณ์เครื่องบินตกขึ้นมา สร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ แสดงการบินตั้งแต่เกิดเหตุขัดข้อง จนเครื่องตก นอกจากนี้ยังมีการให้นักบิน (น่าจะเป็นนักบินจริงนะ) มาจำลองเหตุการณ์ในเครื่อง simulator แถมยังพานักแสดงมาอีกมากมาย
แสดงเป็นผู้โดยสารในเครื่องบิน ซึ่งก็คงใช้เครื่องจำลองในส่วนโดยสารอีกเช่นกัน (เหมือนที่หนังหลายเรื่องใช้) เพื่อจำลองเหตุการณ์ ที่ผมดูบ้างทีถึงกับอึ้ง ไปเหมือนกัน บีบหัวใจอย่างถึงที่สุด เหมือนกับได้นั่งดู United 93 ที่ไม่ซ้ำแบบกัน หลายสิบเรื่อง ล้วนแต่น่าตกใจ และใจหายทั้งสิ้น

สิ่งที่ผมชอบมากของรายการนี้ ก็คือ การสืบสวนหาเหตุของอุบัติเหตุนั้นครับ

ทำไมการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุทางเครื่องบินนั้นจึงสำคัญ?

ทำไมต้องสอบสวนสืบสวนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ใช้เงินไปมหาศาล เพื่อหาคำตอบให้ได้?

จริงอยู่ว่าเครื่องบินแทบจะเป็นพาหนะที่ปลอดภัยที่สุดในโลก อัตราการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งนั้น ไม่เกิน 1 ใน 100 ล้าน แต่ความเสียหาย และความสูญเสียแต่ละครั้งมันมากเกินกว่าที่จะให้อภัยได้ การเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันซ้ำสองจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในวงการการบิน ความปลอดภัยต้องอยู่ที่ระดับ 150% ตลอดเวลา การตรวจเช็คต้องไม่ผิดพลาด อะไหล่ทุกชิ้นต้องถูกเปลี่ยนตามกำหนด เกินไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วจึงต้องมีการสอบสวน เพื่อหาจุดผิดพลาดของบุคคล อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ หรืออะไรก็ตาม ที่จะทำให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีก ยกตัวอย่างเช่น
อุบัติเหตุครั้งหนึ่งในปี 1972 ที่อเมริกา เครื่องบินแบบ McDonnell Douglas MD-11 รุ่นล่าสุดใหม่เอี่ยม (ในตอนนั้น) ของสายการบิน American Airlines เที่ยวบิน 96 ที่ขณะกำลังไต่ระดับอยู่ก็เกิดรูโหว่ใหญ่ทางด้านหลังของเครื่องบิน เพราะประตูช่องสัมภาระมีระบบการล็อกที่ไม่ดี ทำให้ประตูเกิดเปิดออกขณะที่กำลังไต่ระดับ พื้นห้องโดยสารถูกดูดที่นั่งหลุดออกไป 2 แถว เครื่องบินควบคุมแพนหางไม่ได้ เพราะสายไฮโดรลิกที่อยู่ใต้พื้นห้องโดยสารถูกตัดขาด โชคยังดี ที่ที่นั่ง 2 แถวนั้นไม่มีโดยสาร และกับตันสามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น

หลังจากเรื่องครั้งนั้น NTSB และ FAA จึงได้มีการแจ้งเตือนไปที่บริษัทผู้สร้างเครื่องบิน (McDonnell Douglas) ให้มีการปรับปรุงเครื่องบิน 2 ส่วน คือระบบล็อกประตูสัมภาระ และการวางสายไฮโดรลิก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำสอง

แต่แล้ว... มันก็เกิดขึ้น

สายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบิน 981 ที่ใช้เครื่องบินรุ่นเดียวกัน เกิดเหตุการณ์เดียวกัน ระหว่างลดระดับ ในเที่ยวบิน อิสตันบูล – ลอนดอน แต่ครั้งนี้แย่ยิ่งกว่า นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ จึงตกใกล้ๆปารีส ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 346 คน ไม่มีผู้รอดชีวิต

ทุกคนจงเกิดคำถามว่า ทำไม? ทำไม? และ ทำไม?

สาเหตุก็เพียงเพราะว่าบริษัทผู้ผลิตไม่ต้องการแก้ไขให้เสียเวลาและเงิน เนื่องจากช่วงนั้นเกิดการแข่งขันทางด้านการบินอย่างสูง บริษัท McDonnell Douglas ต้องการเอาชนะคู่แข่งอย่าง Boeing ที่กำลังจะเปิดตัวเครื่องรุ่น 747 ออกมา จึงไม่ทำการแก้ไขข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย (แต่มีคนตายไป 346 คน) เพื่อให้เสียเวลาการผลิต เพิ่มต้นทุนค่าออกแบบใหม่ และเสียเวลาการเปิดตัวเครื่องบินออกไป

ทั้งที่ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ครั้งแรก (1972) หลายอาทิตย์ ทางหัวหน้าวิศวกรที่ออกแบบประตูช่องสัมภาระให้กับ MD-11 (เป็นบริษัทข้างนอก) ได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนข้อผิดพลาดของระบบล็อกที่สามารถทำให้ประตูเกิดเปิดออกมาได้ระหว่างบิน แถมตอนที่ทดสอบเครื่องต้นแบบในการทนแรงดัน ก็มีเหตุการณ์ที่ประตูนี้เปิดออกมาอีกด้วย (มีวิดีโอถ่ายเก็บไว้เลยทีเดียว) ถึงกระนั้น บริษัทก็ยังไม่ยอมแก้ไข เนื่องด้วยเหตุผลข้างต้น
เพียงแค่นั้นเอง เพียงแค่เห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต

หลังจากเหตุการณ์นั้น McDonnell Douglas ก็ถูกปรับเงินจำนวนมหาศาล และสุดท้ายก็ถูก Boeing ซื้อไป (แข่งดีนัก โดนซื้อเลยเป็นไง)

แต่ประเด็นมันไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นั้นครับ

เรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาถึงบ้านเรา ในบ้านเราก็มีเหตุการณ์เครื่องบินตกเช่นกัน หลายครั้งด้วย เสียชีวิตไปหลายสิบหลายร้อยคน แต่ทำไมครับ ไม่มีใครออกมาสืบสวนหาสาเหตุกันหน่อยหรือ พอเครื่องบินทหารขัดข้อง ตกกลางป่า หายสาบสูญ ค้นหาแล้วค้นหาอีก ก็ยังไม่เจอ ตนถึงวันนี้ก็ปีกว่าเกือบสองปีแล้ว เลิกค้นหาไปนานแล้ว ทางการก็ออกมาบอกเพียงแค่ว่า เครื่องยนต์ขัดข้องอย่างนั้นหรือ? แล้วคุณจะให้มันเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นซ้ำสองหรืออย่างไร
หรืออย่างเหตุการณ์ ปลากระป๋องบูดอย่างที่เป็นข่าวในตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ปัดความรับผิดชอบกันไปมา ผมเห็นในข่าวแล้วรู้สึกสังเวชเกินทน ทำไมเราถึงไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์บ้าง มองไปทางไหนก็มีแต่วัตถุ เห็นแต่เงิน ไม่เห้นความสำคัญของชีวิตมนุษย์

ที่เราได้รับความเป็นวัตถุนิยมมาจากต่างชาติ แต่ทำไมชาวต่างชาติจึงเห็นคุณค่าของมนุษย์มากกว่าสิ่งของ

แล้วคุณล่ะ เห็นสิ่งของมีค่ามากกว่าเพื่อนมนุษย์รึเปล่า?

ปล.ตอนแรกกะจะมีต่อจากนี้อีกครับ แต่เดี๋ยวจะยาวไป เอาแค่นี้ดีกว่า
ปล.2 จริงๆดู Air Crash Investigation มาเกือบๆ 20 ตอนแล้ว ถ้ามีโอกาสวันหลังจะมาเล่าอีก (Youtube Playlists)
ปล.3 ถึงตอนนี้ก็ยังฝันอยากเป็นนักบินอยู่ครับ แต่ว่าความเป็นไปได้มันริบหรี่เหลือเกิน