12 May 2011

(ลิข)สิทธิ์อยู่ที่ใคร?


ก่อนออกจากออฟฟิศวันนี้ ก็มีโอกาสถกกับพี่ Graphic designer กับหัวหน้าเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพถ่ายมาครับ น่าสนใจเลยเอามา note ลงบล็อก

มันเริ่มจากว่า วันนี้เป็นหัวหน้าช่วยพี่ designer เลือกรูปจากเว็บไซต์ gettyimages ซึ่งเป็นเว็บคลังรูปภาพสำหรับการนำไปใช้เชิงธุรกิจโดยเฉพาะ (หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นรูปพร้อมเครดิตในเว็บไซต์ข่าว) สิ่งที่ผมสะดุดตามากก็คือราคาของรูปภาพ $49 สำหรับรูปขนาดเล็ก ที่เห็นรู้สึกจะประมาณ 400 pixel ไม่น่าเชื่อว่ารูปภาพนักกีฬายิมนาสติกจะแพงถึงขนาดนี้ เลยถามหัวหน้าว่าทำไมมันถึงแพงนัก? ก็ได้รับคำตอบว่าเว็บนี้เค้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นายแบบในภาพ เราจึงต้องจ่ายเพื่อนำภาพนั้นมาใช้


รูปภาพประกอบจาก Flickr โดย chi3ell55


จุดที่ผมแปลกใจจากคำตอบก็คือ เราไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ช่างกล้องซึ่งเป็นเจ้าของภาพนั้นหรอกหรือ? อย่างนี้หมายความว่า ถ้าผมจะไปถ่ายรูปดาราคนไหน ผมก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เค้าในการที่ผมจะนำรูปไปใช้ด้วยน่ะสิ? แล้วคนที่จะใช้รูปที่ผมถ่าย แทนที่จะต้องจ่ายเงินผม (ที่เป็นเจ้าของภาพ) ก็ต้องจ่ายให้ดาราคนนั้นแทน?

หัวหน้าก็ยกตัวอย่างขึ้นมาเสริมว่า เมื่อก่อนเค้าเคยทำงานบริษัทด้าน Graphic Art แล้วที่บริษัทจะกำชับมากว่าห้ามไม่ใช้ใช้ logo หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของ logo สินค้าต่างๆ เพราะอาจจะโดนฟ้องได้ สิ่งที่หัวหน้ายกตัวอย่างยิ่งทำให้ผมแปลกใจหนักขึ้นไปอีก คนที่ฟ้องเราคือเจ้าของ logo นั้นๆ นี่ ไม่ใช่คนที่ออกแบบ เพราะบริษัทก็ได้ซื้อ (จ้างให้ออกแบบ) logo นั้นมาอีกต่อแล้ว

แล้วทำไมเราถึงใช้รูปภาพจาก Flickr แทนไม่ได้ ลิขสิทธิ์เกือบทั้งหมดนั้นเป็น creative commons แม้ส่วนใหญ่จะไม่อนุญาติให้เรานำเอาไปค้ากำไร แต่ก็มีบางส่วนที่เรานำไปใช้ในงานของเราได้ คุณภาพของรูปก็พอๆ กัน (แอบรู้สึกว่าของ Flickr สวยกว่าซะอีก) แถมไม่ต้องโดนค่าลิขสิทธิ์มหาโหดด้วย

สรุป ถ้าเราจะซื้อรูปภาพซักรูปนึงเพื่อนำมาใช้ในงานของเรา (รวมถึงอย่างอื่นด้วย) เงินที่เราจ่ายให้ไปนั้นจะไปอยู่ที่คนที่ถือครองลิขสิทธิ์ ไม่ได้หมายถึงตัวต้น (source?) ของลิขสิทธิ์นั้น

ปมที่ผมคิดอยู่ก็คือ ถ้าอยู่ดีๆ มีคนมาถ่ายภาพเรา เรา (ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ในหน้าตา) ก็สามารถเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์จากคนๆ นั้นได้ แน่นอนว่าสามารถบังคับให้เค้าลบรูปของเราออกได้เช่นกัน ถ้าหากเค้าไม่ยอมจ่าย

ไม่ยักกะเคยเห็นใครทำ...สิทธิ์ของเราแท้ๆ

ปล. วันนี้ได้รู้จักเว็บ craigslist.com เว็บไซต์ประกาศขายทุกอย่าง ขายตัวก็มี...ขายตัวให้กับรักแท้...

03 April 2011

5 Days with my Mozart



ซื้อ HTC Mozart มา 5 วันแล้วครับ จริงๆ อยากซื้อ Dell Venue Pro มากกว่า แต่ Dell ไม่ยอมเอาเข้ามาขายในไทยซักที เลยทนไม่ไหว จัด Mozart มาแทน

เข้าเรื่องเลยดีกว่า อยากจะมาเล่าข้อดี ข้อด้อย ของเจ้า Mozart รวมถึง Windows Phone 7 ด้วย เผื่อใครนึกครึ้มอยากลองของใหม่จะได้เอามาประกอบการตัดสินใจ

ข้อดี
- เร็วส์ เร็วมาก น่าจะพอๆ กับ iPhone 4 รวมถึงการตอบสนองต่อนิ้วที่ดีมากๆ เช่นกัน
- ฝัง Facebook เข้ามาในระบบเลย รู้สึกติด Facebook ขึ้นมา 300%
- ขนาดเครื่องพอดีมือ จับได้กระชับ นิ้วโป้งพอจะเอื้อมถึงขอบจอด้านบนได้
- จอ SLCD
- เสียง ถือว่าใช้ได้ แต่ลำโพงอยู่ข้างหลัง เวลาดูวิดีโอแล้วจะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ต้องเสียบหูฟังแทน
- Live Tiles ใช้งานง่ายมาก ง่ายขนาดที่ว่าไม่ต้องสอนแม่ให้เล่นเลย (ตอนเอา iPod ให้ลองยังต้องบอกนิดๆ หน่อยๆ)
- Panorama View มันคือจุดสูงสุดของ App UI! สุดยอดมาก
- Toast Notification น่ารำคาญน้อยกว่าของ iOS และให้รายละเอียดมากกว่าของ Android
- Office Mobile ใช้งานได้ดีเหมือนสมัย WM6.5
- คีย์บอร์ด (ยกเว้นภาษาไทย) ตอบสนองได้ไวดี ไม่มีหน่วง และระบบเดาคำดีมาก ไม่น่ารำคาญเหมือน iOS

ข้อด้อย
- คีย์บอร์ดภาษาไทย เป็นตัวที่ hTC ลงมาให้ การจัดเรียงตัวอักษรพยายามจะให้คล้ายแบบมาตรฐาน (Kedmanee) แต่ยังแย่กว่ามาก เพราะมีคีย์ 3 ระดับ (normal, shift, upper shift) พิมพ์ค่อนข้างลำบาก
- (อัพเดท) สนับสนุนการอ่านภาษาไทยก็จริง แต่ยังตัดคำไทยไม่ได้
- ซื้อ App + Game ไม่ได้ เพราะยังไม่สนับสนุนบัตรเครดิตในประเทศไทย
(อัพเดท: ซื้อ app ได้แล้ว โดยใช้ที่อยู่ปลอม ตอนนี้ผมอยู่ New York ฮ่าฮ่า)
- (อัพเดท) เกมค่อนข้างแพงกว่า Mobile platform อื่น ยิ่งมีแปะหัวว่า Xbox Live นะ ราคาคูณ 2
- Universal Search ตอนนี้ยังเป็นแค่ Bing ในหน้าหลัก + IE ถ้าอยู่ใน People Hub ก็จะค้นหาในนั้น ถ้าเข้า store ก็จะค้นหาใน store เรียกได้ว่าแยกกันของ App ใคร App มัน สับสนเล็กน้อยในตอนแรก
- App หลายตัวยังไม่มีตัวเลือกให้ลบ Cache เปลืองที่พอสมควร
- หน้าเมนู App ยังจัดลำดับเองไม่ได้ บังคับเรียงตามตัวอักษรเท่านั้น
- Multitasking/ Fast App-switching จริงๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกสำคัญอะไร แต่มีก็สะดวกกว่าไม่มีแหละ

- (อัพเดท) Bing ค้าหาเป็นภาษาไทย กากมาก ถึง มากที่สุด

ผมอาจจะมาเพิ่มเรื่อยๆ เพราะยังไช้งานไม่ได้ลึกซึ้งเท่าไหร่ แต่โดยรวมแล้วก็พอใจกับ WP7 ตัวแรก
ให้คะแนน 7/10
เหลือแค่รอ Microsoft ประเทศไทย เพิ่มการสนับสนุนให้กับคีย์บอร์ด

ปล. รูปภาพจาก htc.com

27 March 2011

Windows 8 for tablet?

ตลาดแท็บเล็ตกำลังร้อนระอุขึ้นมาทุกที แต่ละบริษัทก็แข่งกันเปิดตัว OS ที่ออกแบบมาสำหรับแท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็น Apple ที่เปิดตัวออกมาเป็นเจ้าแรก ตามมาด้วย RIM HP และ Google ก็แต่ละเจ้าก็พยายามจะแย่งชิ้นเค้กจากเจ้าตลาดอย่าง iPad เห็นจะมีแต่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีอีกเจ้าที่ยังไม่เห็นทีท่าว่าจะขยับตัวเข้ามาลงแข่งในตลาดนี้เท่าใดนัก


ข่าวที่ออกมา จุดยืน Microsoft ต่อตลาดแท็บเล็ตค่อนข้างที่จะแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ คือจะมองว่า แท็บเล็ต ควรจะเป็น โน้ตบุก "ขนาดย่อส่วน" ไม่ใช่ มือถือที่ขนาดใหญ่ขึ้น อย่างในงาน CES2011 ที่มีการโชว์ Windows 7 ที่ทำงานบน CPU ARM ซึ่งผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ของ Microsoft


แนวคิด โน้ตบุกขนาดย่อส่วนนี้ จุดดีคือ การใช้โปรแกรมร่วมกับ Windows บนพีซีที่มีนับล้านโปรแกรมได้เลย การสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ Windows เองก็ทำได้ดีอยู่แล้ว สองจุดเด่นนี้เรียกได้ว่าเป็น Ultimate Killing Features เพราะ eco system ของ Windows นั้นใหญ่ที่สุดในตลาดผู้บริโภค

แต่การนำ Windows มาลงในแท็บเล็ตก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย ที่สำคัญ มีเยอะเสียด้วย! อย่างแรกเลยคือ "ส่วนการแสดงผล" (UI) Windows นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับ เมาส์ และคีย์บอร์ด ถึงแม้ใน Windows 7 จะเริ่มสนับสนุนการใช้งานโดยใช้นิ้วสัมผัสบ้าง แต่ปุ่มส่วนใหญ่ก็ยังเล็กเกินไปสำหรับการใช้งานด้วยนิ้ว ไหนยังจะต้องให้โปรแกรมแต่ละตัวออกแบบ UI ใหม่อีก ลงท้ายก็คงหนีไม่พ้นการออกแบบใหม่ยกชุด หรือไม่ก็ทำ UI ออกมาครอบสำหรับแท็บเล็ต


อย่างที่สองคือมัน "อ้วนมาก" แค่ติดตั้งลงไปในเครื่องก็กินพื้นที่ไปหลาย กิ๊กกะไบต์ แล้วโปรแกรมแต่ละตัวก็ใหญ่มาก สิ่งที่ตามมาก็คือ "มันหนัก" ตลอดมา Windows เป็น OS ที่จัดการด้านทรัำยากรของระบบได้ค่อนข้างแย่ มี services เบื้องหลังทำงานอยู่มากเกินความจำเป็น โปรแกรมเกือบทุกตัวต้องการ hardware ประสิทธิภาพสูง การกำหนดประสิทธิภาพขั้นต่ำของ hardware ที่จะนำมาใช้ก็ทำไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นว่าไปทำลาย eco system ที่มี


ปัญหาอย่างสุดท้ายที่ผมว่าหนักที่สุดจริงๆ ก็คือเรื่องของ "แบ็ตเตอรี่" ที่เป็นผลมาจาก "มันหนัก" เพราะไม่ว่าจะเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ หรือไปลดการทำงานของ services ก็ส่งผลเสียกับการใช้งานทั้งนั้น


กว่าที่เราจะได้เห็นตัวจริงของแท็บเล็ตที่ Microsoft จะเอามาลงสมรภูมิอันดุเดือดนี้ ก็ปีหน้าโน่น อาจจะช้าเกินไปหรือไม่ ก็ต้องรอดูว่า Microsoft จะแก้ปัญหา และแก้เกมได้ดีรึเปล่า ส่วนตอนนี้ผมก็รอ iPad 2 ต่อไปละครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

03 November 2010

คิด

เวลาผมออกจากบ้านไปปากซอย บางครั้งก็จะนั่งรถสองแถวไปครับ ค่าโดยสารราคา 6 บาท อ่าว แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อของเรื่องนี่ยังไงเนี่ย?


6 บาท เป็นราคาที่จ่ายยากจริงๆ ครับ เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินทอนนั้นมีสูงมาก! ซึ่งมันมักจะเป็นเหรียญบาทซะด้วยสิ โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ชอบพกเหรียญ ยิ่งจ่ายยากทำให้ผมต้องคิดมากครับ


ก่อนออกจากบ้านก็จะต้องดูเหรียญในกระเป๋าก่อนเสมอครับ ว่าพอดีรึเปล่า ถ้าไม่พอก็ต้องไปควักจากในกระปุกมา


ถ้าวันไหนลืมนับก่อนออกจากบ้าน ก็ต้องดูว่าในกระเป๋ามีเหรียญหรือธนบัตรอะไรที่จะจ่ายแล้วได้เหรียญทอนน้อยที่สุด


แล้วโดยปกติคนที่ไม่ชอบพกเหรียญอย่างผม ก็มักจะชอบจ่ายที่ให้ได้เงินทอนมาเป็นธนบัตร หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ให้เป็นเหรียญ 10 หรือ 5 บาท ดังนั้นผมเลยชอบจ่ายเป็นเศษครับ เช่น ให้ไป 20 + 1 บาท เพื่อให้ได้เงินทอน 10 + 5 บาท อย่างนี้ เวลาเอาเหรียญไปใช้ต่อจะได้ง่ายขึ้น


พอคิดแล้วว่าจะจ่ายไปเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แล้วควรจะได้ทอนมาเท่าไหร่ ก็ต้องดูตามช่วงเวลาอีกครับ ว่าจำนวนที่เราจะจ่ายไปนั้นเหมาะกับช่วงเวลานั้นหรือไม่? คงงงล่ะสิ ว่าเกี่ยวกันยังไง


นั่นคือ ถ้าเป็นกลางวัน เค้าก็สามารถที่จะแยกแยะเหรียญ หรือธนบัตรได้เร็วกว่า เพราะแสงสว่างมากกว่า และแน่นอน ทำให้กระบอนการจ่ายเงินทั้งหมดเร็วขึ้นด้วย โดยเฮพาะตอนเช้า ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับคนทำงานอย่างผม การที่จะต้องรอเค้าทอนเหรียญบาทหลายๆ เหรียญนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ ผมจึงมักจะจ่าย ให้เค้าทอนมาเป็นจำนวนเต็ม 5 หรือ 10


แต่ในตอนกลางคืน คนมักจะรีบเร่งน้อยกว่า และมีโอกาสจ่ายค่ารถด้วยเหรียญมากกว่า เพราะเก็บเหรียญจากการจ่ายมาทั้งวัน ผมก็มักจะใช้โอกาสนั้น แตกธนบัตรเป็นเหรียญย่อยๆ เพื่อจะได้ใช้งานในวันรุ่งขึ้น


ทั้งหมดดูจะเป็นการคิดที่มากเกินไปสำหรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่นี้ แต่ผมว่ามันทำให้ชีวิตผม และคนรอบข้าง สุข และ ไว ขึ้นนะ

18 October 2010

โปรแกรมแปลก แหวกแนว น่าลอง!

มีโปรแกรมบน PC เจ๋งๆ มาแนะนำสามตัวครับ

ตัวแรก สำหรับ web developer เลยครับ ชื่อ IETester เอาไว้ทดสอบการแสดงผลของ Internet Explorer ได้ตั้งแต่รุ่น 5.5, 6 เรื่อยมาจนถึงรุ่น 9 ที่ตอนนี้ยังเป็นตัวทดสอบอยู่ โหลดฟรี แต่ไม่ open source


ตัวถัดมา Switcher for Windows Vista สำหรับพวกอยากไฮโซเหมือนคนใช้ Mac ครับ เพราะมันคือ โปรแกรมสลับหน้าต่างแนวเดียวกับ Exposé เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าเหล่าสาวกทั้งหลายแน่นอน! แถมตั้งค่าได้ละเอียดยิ่งกว่า Exposé ตัวจริงซะอีก



ถึงจะยังมีบั๊กๆ อยู่บ้างเวลาใช้กับ Windows 7 เพราะเลิกพัฒนาต่อแล้ว (เซ็งเลย) แต่ก็ใช้ได้ดี สะดวกมาก อ้อ.. ต้องเปิด Aero Effect ด้วยนะ


ตัวสุดท้าย ตัวนี้แปลกจริงครับ ชื่อ Pivot เป็นโปรแกรมของ Live Labs ของ Microsoft เอาไว้สำหรับจัดการของข้อมูลปริมาณมากๆ เช่นรูปภาพ เวลาเราค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือดู wikipedia โปรแกรมนี้ก็จะทำการจัดหมวดหมู่ให้ สร้างกราฟ เพื่อจำแนกกลุ่มของข้อมูลในหน้าเว็บให้ครับ ใครงงลองดูวิดีโอครับ



ใครมีโปรแกรมเจ๋งๆ ที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นก็มาแปะไว้ได้ครับ

“แชร์กัน เพื่อชีวิตที่สะดวกกว่า” Smile

25 July 2010

จาก Memento ถึง Inception



ผมมีโอกาสได้ดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ทั้งสองเรื่องกำกับโดยคนๆ เดียวกัน ในเวลาที่ห่างกันสิบปี และทุนสร้างต่างกันยี่สิบเท่า แต่เป็นหนังแนวคล้ายกันคือ จิตวิทยา การเล่นกับจิตใต้สำนึกของคน



ผมคงจะไม่เล่าเรื่องย่อของทั้งสองเรื่องนี้ เพราะผมมีประเด็นที่คาใจ ซึ่งมาจากความแตกต่างของหนังทั้งสองเรื่องข้างต้น สิ่งที่ว่านี้คือ “ความอลังการ”


อลังการ >> ทุนสร้างมหาศาล


สิ่งที่บริษัทผู้สร้างหนังต้องการ หลังจากที่จ่ายเงินมหาศาลก็คือกำไร แล้วกำไรมาจากไหน? ก็คนดูไงล่ะ


กำไร? >> จำนวนคนดู


ทำอย่างไรถึงจะล่อให้คนมาดูได้ ก็ต้องเกิดจากความอลังการ แล้วสิ่งที่ความอลังการเหล่านั้นบดบังไปคืออะไร? เนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญของหนังที่ต้องถูกลดทอนไป เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงตัวหนังได้ หนังประเภทนี้ที่เราเรียกว่า “หนังตลาด” เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ต้องมีอะไรมาก เอาแค่ความ สนุก สะใจ เพียงแค่ทำให้รู้สึกดีพอที่จะไปบอกต่อ แต่ประเด็นอันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นกลับถูกมองข้าม


Memento ดีกว่า Inception พอสมควรในมุมองของผม สิ่งที่ Memento แสดงออกมาผมมองว่ามันเข้มข้นกว่า Inception มาก บางประเด็นที่ Inception ใส่เอาไว้เพื่อให้ตัวหนังไม่ “ดิบ” เกินไปกลับกลายเป็นจุดด้อย บางประเด็นที่ใส่ไว้เอา “ฮา” กลับกลายเป็นปมที่ไม่สมเหตุสมผล


จากที่ทบทวนดูแล้วผมว่า Nolan เหมาะสมกับการทำหนังจิตวิทยาทุนต่ำด้วยประการทั้งปวง (ถึง The Dark Knight จะออกมาเจ๋งก็ตามที)

ปล. ผมให้ Memento 10/10 ส่วน Inception ให้ 9/10