27 May 2012

Claiming your Apple product

เมื่อวันศุกร์เอา iPad 2 ของตัวเองไปเคลมที่ศูนย์แมคอินทอชเซ็นเตอร์ที่สยามดิสคัฟเวอรีมาครับ ปัญหาเพราะจอมีแสงลอด ซึ่งจริงๆ มันมีมาตั้งแต่ซื้อแล้วแหละ แต่ก็ใช้มาแบบไม่ได้คิดอะไร จนประกันใกล้จะหมด เลยคิดว่าไปเอาเครื่องใหม่ดีกว่า 555

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เค้ากรอกข้อมูล (ดูอาวุโสพอสมควร อาจจะเป็นหัวหน้าหรือไม่ก็ผู้จัดการสาขา) ก็เลยลองถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องประกันสินค้าแอปเปิลมาพอสมควร เลยเอามาใส่ในนี้เผื่อใครอยากรู้

สินค้าแอปเปิลทั้งหมดยกเว้น iPhone จะประกน worldwide ครับ นั่นคือเอาเครื่องไปเคลมที่ประเทศไหนก็ได้ในโลก ระบบจะตรวจสอบ serial number ได้เอง แต่แน่นอนว่าต้องรอประมาณ 1 อาทิตย์ถึงจะได้เครื่องใหม่ ดังนั้นถ้าไปเที่ยวต่างประเทศไม่กี่วันนี่ก็กลับมาเคลมที่ไทยดีกว่าครับ

แมคอินทอชเซ็นเตอร์นี่ถือเป็นตัวแทนส่งซ่อมโดยถูกต้องของแอปเปิล (เข้าใจว่ามีของ iStudio อีกเจ้า) รับเคลบมสินค้าทุกอย่าง ยกเว้น iPhone ที่ซื้อมาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ที่ซื้อมาจากไหนก็ต้องไปเคลมที่ศูนย์ของเจ้านั้น ส่วน iPhone ที่สั่งจาก Apple Online Store ของไทย (ย้ำว่าของไทยเท่านั้น!) ถึงจะมาเคลมที่แมคเซ็นเตอร์นี่ได้ พวกเครื่องนอกทั้งหลายก็หมดสิทธิ์

อาการปกติที่เจอพวกปุ่ม home กดไม่ติด กล้องเสีย จอแสงลอด - มี dead pixel นี่สามารถเคลมได้ทันทีเลย ส่วนอาการอื่นๆ ต้องส่งเรื่อง-รูปให้ Apple ตัดสินใจ ซึ่งก็จะใช้เวลาเพิ่มอีกวัน แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ต้องทิ้งเครื่องไว้ เอามาใช้ได้ แต่ถ้าเคลมได้แล้วต้องทิ้งเครื่องไว้ สงสัยจะกันไม่ให้เอาไปใช้ปู้ยี่ปู้ยำจนพัง (เพราะจะได้เครื่องใหม่แล้วนี่ :P)

เครื่องที่ได้มาจากการเคลมอาจจะเป็นเครื่องใหม่จากสายการผลิต ที่เอามาใช้เป็นเครื่องเคลมโดยเฉพาะ หรืออาจจะเป็นเครื่อง refurbished ก็ได้ ซึ่งต้องลุ้นเอา ทางแมคเซ็นเตอร์เองก็ไม่รู้ว่าเครื่องไหนบ้างที่เป็นเครื่องใหม่ หรือ refurbished ส่วนตัวเข้าใจว่าถ้าเครื่องรุ่นนั้นเลิกผลิตไปแล้วโอกาสได้เครื่อง refurbished ก็มีสูง

ถ้าเอาเครื่องไปเคลมก่อนที่จะหมดประกัน เครื่องที่ได้มาใหม่จะได้ประกัน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับเครื่อง ซึ่งถือว่าคุ้มเหมือนกัน หมายความว่าไปเคลมเอาเครื่องใหม่มาวันที่จะหมดประกันพอดี ก็จะได้ประกันต่ออีกสองเดือน

ศูนย์ในไทยทั้งหมดขึ้นกับ Apple Singapore เครื่องใหม่ที่จะได้ก็จะมาจากสิงคโปร์นี่ล่ะ ส่วนของ AIS-Dtac-True นี่ไม่แน่ใจ แต่เค้าบอกว่าระบบการส่งซ่อมเหมือนกันทั้งหมด ก็น่าจะจากสิงคโปร์นี่ล่ะมั้ง

ประเด็นหลักๆ ก็ประมาณนี้ ถ้าสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ถามมาในคอมเมนต์ได้นะ เดี๋ยวตอนไปรับเครื่อง (รอประมาณ 1 อาทิตย์อย่างที่บอกไป) จะไปถามเค้าอีกรอบ

ปล. ตอนแรกที่จะไปเคลมนี่เพราะว่าอาการจอเป็นจุด (เหมือนโดนนิ้วจิ้ม) แต่ปรากฏว่าต้องถ่ายรูปส่งไปให้ Apple ตัดสินใจ เลยบอกเค้าไปว่าจอมีแสงลอดด้วย เลยเคลมได้ทันทีเลย

ปล2. เจ้าหน้าที่แม่งถ่ายรูปเคลมด้วย iPhone เปรี้ยวมาก

20 March 2012

1 ปีกับ Windows Phone


ใช้ Windows Phone มาครบ 1 ปี มีทั้งจุดที่ชอบและไม่ชอบ เลยน่าจะเอามาโพสไว้ให้สำหรับคนที่กำลังจะซื้อมือถือตัดสินใจ เพราะได้ข่าวว่า Nokia Lumia จะเข้ามาขายในไทยแล้ว

จุดดี
  •  ใช้งานง่ายมาก ทั้งระบบทำงานสอดคล้องกัน การสั่งงานแบบเดียวกันทั้งหมด กด back เป็น back กด Home เป็น Home
  • การทำงานโดยรวมเสถียรดีมาก อาการค้างยังไม่เคยเจอ และอาการหน่วงแทบไม่มีให้เห็นแล้ว
  • แอพโดยส่วนใหญ่ออกแบบได้ดีมาก เทียบกับแพลตฟอร์มอื่นแล้วเห็นถึงความตั้งใจ
  • Live Tiles มันคือการออกแบบที่เหมาะสมแล้ว เนื้อหาจะถูกส่งมาให้ผู้ใช้เอง โดยที่ไม่ต้องเข้าแอพ แบบ iOS
  • People Hub ที่รวม Facebook กับ Twitter เข้ามาด้วยกันก็ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น พอ link account แล้วรูปโปรไฟล์จะอัพเดทเป็นปัจจุบันให้ด้วย
  • Group contacts นี่เรียกว่า Killing features ได้เลย ทำให้เราติดต่อ/ติดตามความเคลื่อนไหวของคนที่เราสนิท หรือสนใจเป็นพิเศษได้
  • Messaging Hub แชทกับ WLM/Facebook chat ได้ ที่ชอบที่สุดคือสลับแชทไปมาระหว่าง SMS<->IM แล้วมันจะรวมอยู่ในเธรดเดียว
  • Microsoft Office Mobile ถึงจะไม่ได้ใช้งานจริงจังเท่าไหร่ แต่ก็ตอบสนองความต้องการได้ดี น่าเสียดายที่มัน Video out ไม่ได้ ไม่งั้นจะเทพมาก
  • Toast notification ดีกว่า iOS และ Android แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน (ดูด้านล่าง)
  • ปุ่มกล้องมันสะดวกจริงๆ นะ
จุดด้อย
  •  ไม่รองรับภาษาไทย เป็นจุดที่ขัดใจที่สุด ใน browser ไม่ตัดคำให้ บางเว็บไม่แสดงผลเลย บางแอพก็ใช้งานไม่ได้ แถมคีย์บอร์ดที่มีให้ก็ดันไปทับตารางตัวอักษรเดิม กลายเป็นว่าสัญลักษณ์บางตัวกลายเป็นตัวอักษรไทยไปอีก
  • Multitasking จะว่าแย่ก็ไม่ถูก แต่ข้อจำกัดมันเยอะไปหน่อย รันได้สูงสุดแค่ 5 แอพ (แต่เห็นว่าจะเพิ่มเป็น 8 แล้ว) แล้วการเรียกใช้งานก็ค่อนข้างสับสนในช่วงแรกๆ ต้องกด back หรือ hold back ถึงจะใช้ resume ได้ ถ้ากด home จะเริ่มแอพใหม่
  • Marketplace ที่เข้าขั้นห่วย แถมระบบอัพเดทแอพก็ไม่ค่อยเสถียร บางทีก็ไม่ขึ้นให้อัพเดททั้งที่เลขเวอร์ชันมันต่างกับที่อยู่ในเครื่อง
  • Bing นี่ก็ใช้งานในไทยได้ไม่เต็มที่ Local scout ไม่มี หาสถานที่ก็ไม่ค่อยจะเจอ web search นี่ไม่ต้องพูดถึง
ที่จริงแล้วข้อดีมีมากกว่านี้ แต่ใช้แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีประโยชน์ตอนใช้งาน เลยไม่ได้ใส่มาด้วย เพราะแค่นี้ก็โฆษณาจนแทบจะเป็น brand Ambassador อยู่แล้ว :P

ปล. กำลังจะซื้อ iPhone เดี๋ยวมาว่ากันอีกรอบว่าทำไมถึงเลือกที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นสาวก

07 February 2012

Experience in Hong Kong

เพิ่งกลับมาจากฮ่องกงวันนี้ครับ เป็นประสบการณ์ backpack ครั้งแรกในชีวิต เลยรู้สึกว่าน่าจะจดความทรงจำไว้ซะหน่อย เผื่อมีใครอยากไปเที่ยว

  • เป็นเมืองที่เจริญมาก + คนเยอะมาก
  • ชีวิตประจำวันเริ่มช้ากว่าในไทย กว่าจะเริ่มเห็นคนเดินบนถนนก็ 8 โมง แต่ก็ดึกกว่าด้วย ห้าง/ร้านค้าปิด 5 ทุ่ม แต่บางร้านก็ถึงเที่ยงคืน
  • ทำให้ตอนกลางคืนไฟสว่างมาก-มากที่สุด ดูๆ ไปแล้วยังกับกลางวัน สามารถเดินอ่านหนังสือบนฟุตบาทได้เลย
  • ผู้คนดูหน้าตาไม่ได้ยิ้มแย้มแบบเมืองไทย ดูเร่งรีบ แต่ส่วนใหญ่ก็พร้อมจะช่วยถ้ามีปัญหานะ 
  • ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ถามคนท้องถิ่นหรอก เพราะระบบ accessibility มันดีมากถึงมากที่สุด
  • และคนส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี และป้ายเกือบทุกอย่างก็จะมีภาษาอังกฤษกำกับไว้เสมอ
  • MTR ครอบคลุมแทบจะทุกส่วนของเมือง สายเดินรถค่อนข้างซับซ้อน สถานีก็ซับซ้อน แต่ป้ายบอกทางก็ชัดเจนดี โอกาสหลงในสถานีน้อยมาก
  • รถที่วิ่งอยู่ในฮ่องกง ถ้าไม่นับแท็กซี่ (ซึ่งเยอะมากกก) กับรถเมล์ แล้ว ยานยนต์บนถนนมีแต่แบบหรูๆ ทั้งนั้น Mercedez S-Class หรือ BMW 7-Series นี่เกลื่อนถนน Audi, Porsche, Maserati, Ferrari หรือยี่ห้อหรูอื่นๆ ก็หาได้ไม่ยากเลย
  • Skywalk ในเขต Central ยาวกว่าแถวสยาม-เซ็นทรัลเวิร์ดประมาณ 10 เท่าได้
  • Octopus Card โคตรครอบจักรวาล (ไม่ไร้กิ๊กก๊อกเหมือน Smart Purse) ใช้ได้ตั้งแต่ MTR รถเมล์ เรือข้ามฟาก ร้านสะดวกซื้อ หรือพวก Kiosk
  • ไปอยู่สี่วันนี่ใช้จ่ายผ่านบัตร Octopus ไปราวๆ HK$400 แถมเติมเงินได้สะดวก เพราะมีตู้อยู่ทุกสถานี MTR
  • คนเดินขึ้นบันไดเลื่อนชิดขวา! เหมือนที่เมืองไทยพยายามรณรงค์กันอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะสำเร็จชาติหน้า
  • เดินชน หรือเหยียบเท้ากันเป็นเรื่องปกติ ไม่ถือสา (เสียเวลาหากิน) ซึ่งส่วนมากผมเป็นฝ่ายไปเดินชนน่ะแหละ ...ถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้ว เหยียบเท้ากันที หันมาเขม่นยังกับเพิ่งฆ่าพ่อล่อแม่กันมา เดินชนกระเป๋าที (โดยเฉพาะคุณผู้หญิง) หันมาเขม่นเหมือนกูไปข่มขืนมึงท้องลูกแฝดสามกำลังจะคลอด ฮึ่ม...
  • ไม่มีสะพานลอย มีแต่ทางม้าลาย ไม่งั้นก็เดินผ่านสถานี MTR
  • ทางม้าลายจะมีป้ายไฟคนเดินข้ามทุกที และคนก็จะหยุดรอสัญญาณไฟ (ถ้าแถวในเมืองก็จะไม่ค่อยมีคนแหกกฎเท่าไหร่ แต่แถบอื่นก็เห็นประปราย)
  • รถจอดตรงเส้นหยุดรถตรงแยกได้พอดีเป๊ะอย่างไม่น่าเชื่อ! ไม่เคยเจอคันไหนหยุดรถเลยเส้นเกิน 1 ฟุตเลย และยังไม่เคยเจอรถฝ่าไฟแดง (เข้าใจว่าโทษปรับคงหนักน่าดู)
  • สูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบโทษร้ายแรงมาก คือประมาณ HK$5000 ทิ้งขยะรู้สึกจะปรับเงิน HK$1500 (หรือสลับกัน?)
  • แต่บนถนนทั่วไปจะได้กลิ่นบุหรี่ตลอดเวลา คนที่นั่นสูบกันเยอะมาก
  • ผู้หญิงสูบบุหรี่เยอะมาก และเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ คือเห็นคู่ที่ผู้ชายไม่สูบแต่ผู้หญิงสูบ (ไม่แน่ใจว่าใช่ แต่ปกติก็น่าจะสูบพร้อมๆ กัน หรือถ้าคนนึงสูบอีกคนได้กลิ่นก็อาจจะเกิดอาการอยากสูบด้วย?)
  • ...อย่างที่ @eig บอก ผู้หญิงน่ารักเยอะมากกกกก คือสามารถเจอผู้หญิงที่น่ารักขนาดที่ทำให้มองตามได้ทุกๆ 15 วิฯ หมวย ขาว ตรงสเป็กกันแทบทั้งนั้น
  • อาหารถือว่ามาตรฐานสูงกว่าในกรุงเทพฯ จากที่ส่วนใหญ่สุ่มๆ เข้าร้านโดยดูจากเมนูที่วางหน้าร้าน รสชาติก็ใช้ได้หมด
  • อาหารราคาต่อมื้อแพงกว่าไทยประมาณ 2-3 เท่า ถ้าเดินเข้าร้านอาหารก็ตกมื้อละ HK$50-100 ถ้าภัตาคารก็ HK$200+ แต่ร้านริมถนนส่วนใหญ่ไม่เกิน $25-30 และบางร้านจะมีเป็นเซ็ตมาให้อยู่แล้ว
  • พุดดิ้งมะม่วงอร่อยเหนือสามโลก อยู่บล็อกติดกับ Guest house ที่ไปพักเลย ถ้วยละ HK$24 ถือว่าไม่แพงมาก
  • น้ำขวดค่อนข้างแพง ขวดเล็ก 600cc ราคา HK$6 1.5 ลิตร HK$10
  • มีเบียร์ Carlsberg ขาย!!! ราคาพอๆ กับ Chang และ Sapporo ราคาเท่า Heineken (ที่ไทยขายกระป๋องละ 150 มั้ง)
  • จะว่าไปเบียร์ไม่ได้แพงกว่าน้ำขวดเท่าไหร่เลยนะ กระป๋องละประมาณ HK$7-8
  • Supermarket จะไม่ให้ถุงนะ ต้องเอาถุงไปเอง
  • ห้างสรรพสินค้าใหญ่เวอร์แทบทุกที่ คือถ้าไม่ได้กว้างเป็นกิโลฯเหมือน CTW เช่น ifc Mall ก็จะสูง 10++ ชั้น แบบ Langham Place หรือ iSquare
  • สินค้าในห้างราคาก็ไม่ได้ต่างเมืองไทยเท่าไหร่ ต้องไปตอนที่ลดราคา หรือพวก Outlet Store/Mall
  • ซึ่งก็ต้องดูอีกน่ะแหละ เพราะตอนไป Outlet Mall ที่ Tung Chung ก็แพงกว่า Store แถวๆ Mong Kok
  • Victoria Peak ไม่ได้ Peak สมชื่อ เพราะมองไปข้างๆ ก็เจอเขาที่สูงกว่า แต่วิวข้างบนดีจริงจัง ถ้าไม่ติดว่าลมแรงจนหนาว คงจะอยู่ดูวิวได้เป็นชม.
  • มือถือเป็น iPhone ซะ 80% ที่เหลือก็ Samsung Sony Ericsson HTC ปนๆ กัน แต่พวก feature phone แทบจะไม่เห็นคนใช้เลย
  • สนามบินออกแบบได้เข้าถึงง่ายกว่าสุวรรณภูมิมาก เดินออกมาจาก arriving gate ก็ถึง Airport Express เลย ไม่ต้องเดินขึ้นลงอะไรวุ่นวาย
  • ห้องน้ำตามห้าง หรือที่สาธารณะสะอาดมาก ที่เดียวที่เจอว่าห้องน้ำไม่ค่อยสะอาดคือท่าเรือข้ามฟาก
  •  และอื่นๆ ...ถ้านึกออกเดี๋ยวจะมาเพิ่ม
 ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่สนุกมากครั้งนึง มีโอกาสจะไปเที่ยวอีกรอบแน่นอน!

ปล. รูปจะมาแปะเพิ่มให้ทีหลัง ตอนนี้หมดแรงอัพ+แต่ง แล้ว
ปล.2 เจ็บคอตั้งแต่คืนก่อนไป แล้วก็เที่ยวทั้งๆ ที่ยังเจ็บคออยู่อย่างงั้น แล้วก็กินยาปฏิชีวนะกดไว้ ซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย เพราะเที่ยวเต็มที่มาก หงุดหงิดตัวเองเหมือนกันที่หาโรคมาใส่ตัว (รู้ตัวว่าไปติดมาจากไหน) กลับมาวันนี้ได้น้ำมูกเพิ่มมาอีกอย่าง

06 December 2011

"Why Android UI is so lag?" Explained.

ผมเป็นคนนึงที่รู้สึกขัดใจกับ UI (User Interface) ของ Android OS ถึงกระตุก ไม่ลื่นไหลเหมือน iOS หรือ Windows Phone ได้ถึงเพียงนี้ มันเป็นต้นเหตุของความไม่ประทับใจทั้งปวงที่ผมมีต่อมือถือ Android และผมมักจะบ่นให้เพื่อนที่ใช้ Android ฟังเสมอๆ

ในที่สุด! วันนี้ก็มีคำตอบกระจ่างชัดมาให้อ่านซักที โดยพนักงานแผนก Android 2 คน ออกมาประกาศเหตุผลว่าทำไมการใช้งานมันถึงดูไม่ลื่นไหล สบายตาเหมือนกับระบบปฏิบัติการดังตัวอื่นๆ

คนแรกคือ  อยู่ในทีมเขียน Framework ออกมาบอกรายละเอียดทางด้านเทคนิก (เทคนิกจ๋ามากๆ ถ้าไม่ได้ศึกษาด้านนี้มาระดับหนึ่งอาจจะงงได้) ผมอ่านแค่คร่าวๆ
https://plus.google.com/105051985738280261832/posts/2FXDCz8x93s

คนที่สองคือ  เป็นอดีตเด็กฝึกงาน (Intern) อยู่ในทีม Android ไม่มีลงเรื่องทางเทคนิกมาก ใครไม่ได้เรียนทางคอมฯ แนะนำให้อ่านอันนี้นะ มีอธิบายถึงทางแก้ไขด้วย
https://plus.google.com/100838276097451809262/posts/VDkV9XaJRGS

สรุปสาเหตุหลัก ได้คร่าวๆ แบ่งเป็นสี่ข้อ

  1. UI Process - ของ Android จะทำงานใน Normal Priority แถมเป็น Thread แบบปกติเทียบเท่ากับ App หรือการทำงานส่วนอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ iOS ที่ทำงานแบบ Real-time Priority ใน UI Thread เฉพาะ ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่ามาก แต่เมื่อผู้ใช้ทำงานกับ UI การทำงานส่วนอื่นๆ เช่น การเรนเดอร์เว็บเพจก็จะหยุดเพื่อมาทำการเรนเดอร์ ซึ่งตรงข้ามกับ Android ที่จะทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมกันได้ แบบ "พอใช้" (ซึ่งก็หมายถึงกระตุกนั่นแหละ -*-)
  2. Hardware Acceleration - เมื่อก่อนสามารถเรียกให้ทำงานได้แค่ Native App UI อันนี้แก้ไขแล้วใน Android 4.0 Ice Cream Sandwich
  3. Garbage Collection (GC) - อันนี้เป็นปัญหาด้านประสิทธิภาพที่ Dalvik VM ซึ่ง Android รันอยู่ ในบางสถานการณ์ GC ก็จะทำงาน เช่นใน Photo Gallery ทำให้การแสดงผลหยุดชะงัก ทำให้ต้องจำกัดการแสดงผลไว้ที่ 30fps จาก 60fps
  4. UI Views - Android จะต้องโหลด UI View ใหม่ทุกครั้งที่ทำการเรียกใช้ ตรงข้ามกับ iOS ที่เก็บทุก views ไว้ในหน่วยความจำตั้งแต่แรก (อันนี้เข้าใจว่าเป็นผลมาจากประสิทธิภาพการจัดการหน่วยความจำของ byte code ของ Android ที่ไม่ดีเท่ากับ native code ของ iOS, WP และอื่นๆ)
โชคดีที่สามข้อหลังสามารถแก้ไขได้ หรือมีวิธีอ้อมที่พอจะบรรเทาได้ แต่มันก็ไม่มีทางที่จะทำให้ UI ใช้งานได้ไหลลื่นเท่า iOS/WP เพราะตัว UI ของ Android ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อแข่งกับ BB ก่อน แต่พอ iPhone เปิดตัวมา ทำให้ต้องใส่ Touch UI เพิ่มเข้าไป โดยที่ไม่ได้เขียนขึ้นมาใหม่ ทำให้การใช้งานมีปัญหาอย่างที่เห็นกัน

ทางเดียวที่จะแก้ไขอาการนี้ได้แบบถาวรคือการรื้อ code ส่วน UI ออกมาเขียนใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง 

การพัฒนาส่วนอื่นๆ ต้องหยุดชะงัก, ต้องสร้าง compatibility mode ขึ้นมาสนับสนุน App เก่าทั้งหมด และนักพัฒนาต้องเขียน App ตัวเองใหม่เพื่อใช้งาน UI ใหม่

ยังไงก็ตาม ผมเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วจะทำให้ผมมอง Android ในแง่บวกอีกครั้ง

แถมรีวิว Android 4.0 ICS รุ่นล่าสุดมาให้ดูด้วย เผื่อสงสัยว่าดีขึ้นขนาดไหนแล้ว

เทียบกับ Android 1.5 Cupcake


ปล. สเปกของสองเครื่องต่างกันเยอะมากๆๆๆ (Samsung Galaxy Nexus กับ HTC Magic) อาจจะเปรียบเทียบได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่เอาให้เห็นคร่าวๆ ว่า hardware ต่างกันขนาดนี้ กระตุกต่างกันแค่ไหน


07 July 2011

ปิดหู ปิดตา แต่ก็ยังคิด

ตอนค่ำได้ดูข่าวช่อง 5 เรื่องการสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 90 ปี แล้วมีการเล่าถึงการปิดกั้นสื่อ ทำให้นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยมาพ่นไว้ในนี้

ผมนึกถึง จีน vs. อเมริกา ที่เรียกว่าเป็นสองขั้วอำนาจแบบกลายๆ โดยจีนแทนที่สหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไป รัฐบาลจีนนั้นทำการปิดกั้นสื่อ และการแสดงออกของประชาชนอย่างจริงจัง ส่วนอเมริกานั้นตรงกันข้าม (แท้จริงแล้วก็มีบ้าง แต่เทียบกับจีนก็ถือว่าน้อยมาก) คำถามคือ แล้วทำไมประชาชนของทั้งสองชนชาติถึงยังสามารถคงความเป็นประเทศไว้อยู่ได้ ทั้งที่ทางฝั่งจีน ก็ควรจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น แน่นอนว่าเคยเกิดมาแล้วที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ควรจะแตกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยไปแล้ว ด้วยความที่ประชาชนควรจะมีความเห็นแตกต่างกันแทบจะนับไม่ถ้วน

คำถามนั้นน่าสนใจหาคำตอบมาก เพราะคงจะเกี่ยวพันทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ระบบสังคม ศาสนา วัฒนธรรม แต่แน่นอนว่ามันลึกซึ้งเกินไป (ฮา) หันกลับมามองที่ประเทศไทยแทนดีกว่า ใกล้ตัว

การปิดกั้นสื่อถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของประเทศไทยพอสมควร จากที่เคยอ่านคือ อยู่ในระดับเดียวกับจีนซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ปิดกั้นแหล่านั้นก็มักอ้างเรื่องของ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน vs. ความแตกแยก สิ่งที่เป็นคำถามตามมาคือทำไมถึงคิดว่าปิดกั้นแล้วจะไม่ทำให้ประชาชนคิดไปเอง แทนที่เราจะเลิกคิด (อย่างที่ผู้กระทำหวัง) นั้นกลับกลายเป็นตรงกันข้าม ยิ่งคุณปิดหู ปิดตาพวกเขา ก็ยิ่งจะทำให้เขาคิด โดยที่ไม่ได้ฟังความให้รอบซะก่อนหรอกหรือ?

สถานการณ์แบบนี้ผมคิดว่ามันจะยิ่งทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการคิดแบบที่ไม่ฟังความเห็นต่าง จนไปถึงขั้นเกิดความขัดแย้งในระดับใหญ่ แบบที่เกิดขึ้นกับกีฬาสีในประเทศขณะนี้

อย่างนี้ควรจะเรียกว่าประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่? ในเมื่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการเสพสื่อยังไม่มี!

01 July 2011

On the Verge of Destruction!

ผู้ชายคนนี้เค้าเล่นเบส cover เพลงของ X Japan ครับ


Sadistic Desire



เล่นแค่เบสนะ แต่ทำไมมันมันส์ได้ขนาดนี้!


紅 (Kurenai)



สุดยอด!!! มือเบสจริงๆ อย่าง ไทจิ หรือ ฮีท ยังเล่นได้ไม่เท่านี้เลย

12 May 2011

(ลิข)สิทธิ์อยู่ที่ใคร?


ก่อนออกจากออฟฟิศวันนี้ ก็มีโอกาสถกกับพี่ Graphic designer กับหัวหน้าเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพถ่ายมาครับ น่าสนใจเลยเอามา note ลงบล็อก

มันเริ่มจากว่า วันนี้เป็นหัวหน้าช่วยพี่ designer เลือกรูปจากเว็บไซต์ gettyimages ซึ่งเป็นเว็บคลังรูปภาพสำหรับการนำไปใช้เชิงธุรกิจโดยเฉพาะ (หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นรูปพร้อมเครดิตในเว็บไซต์ข่าว) สิ่งที่ผมสะดุดตามากก็คือราคาของรูปภาพ $49 สำหรับรูปขนาดเล็ก ที่เห็นรู้สึกจะประมาณ 400 pixel ไม่น่าเชื่อว่ารูปภาพนักกีฬายิมนาสติกจะแพงถึงขนาดนี้ เลยถามหัวหน้าว่าทำไมมันถึงแพงนัก? ก็ได้รับคำตอบว่าเว็บนี้เค้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นายแบบในภาพ เราจึงต้องจ่ายเพื่อนำภาพนั้นมาใช้


รูปภาพประกอบจาก Flickr โดย chi3ell55


จุดที่ผมแปลกใจจากคำตอบก็คือ เราไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ช่างกล้องซึ่งเป็นเจ้าของภาพนั้นหรอกหรือ? อย่างนี้หมายความว่า ถ้าผมจะไปถ่ายรูปดาราคนไหน ผมก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เค้าในการที่ผมจะนำรูปไปใช้ด้วยน่ะสิ? แล้วคนที่จะใช้รูปที่ผมถ่าย แทนที่จะต้องจ่ายเงินผม (ที่เป็นเจ้าของภาพ) ก็ต้องจ่ายให้ดาราคนนั้นแทน?

หัวหน้าก็ยกตัวอย่างขึ้นมาเสริมว่า เมื่อก่อนเค้าเคยทำงานบริษัทด้าน Graphic Art แล้วที่บริษัทจะกำชับมากว่าห้ามไม่ใช้ใช้ logo หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของ logo สินค้าต่างๆ เพราะอาจจะโดนฟ้องได้ สิ่งที่หัวหน้ายกตัวอย่างยิ่งทำให้ผมแปลกใจหนักขึ้นไปอีก คนที่ฟ้องเราคือเจ้าของ logo นั้นๆ นี่ ไม่ใช่คนที่ออกแบบ เพราะบริษัทก็ได้ซื้อ (จ้างให้ออกแบบ) logo นั้นมาอีกต่อแล้ว

แล้วทำไมเราถึงใช้รูปภาพจาก Flickr แทนไม่ได้ ลิขสิทธิ์เกือบทั้งหมดนั้นเป็น creative commons แม้ส่วนใหญ่จะไม่อนุญาติให้เรานำเอาไปค้ากำไร แต่ก็มีบางส่วนที่เรานำไปใช้ในงานของเราได้ คุณภาพของรูปก็พอๆ กัน (แอบรู้สึกว่าของ Flickr สวยกว่าซะอีก) แถมไม่ต้องโดนค่าลิขสิทธิ์มหาโหดด้วย

สรุป ถ้าเราจะซื้อรูปภาพซักรูปนึงเพื่อนำมาใช้ในงานของเรา (รวมถึงอย่างอื่นด้วย) เงินที่เราจ่ายให้ไปนั้นจะไปอยู่ที่คนที่ถือครองลิขสิทธิ์ ไม่ได้หมายถึงตัวต้น (source?) ของลิขสิทธิ์นั้น

ปมที่ผมคิดอยู่ก็คือ ถ้าอยู่ดีๆ มีคนมาถ่ายภาพเรา เรา (ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ในหน้าตา) ก็สามารถเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์จากคนๆ นั้นได้ แน่นอนว่าสามารถบังคับให้เค้าลบรูปของเราออกได้เช่นกัน ถ้าหากเค้าไม่ยอมจ่าย

ไม่ยักกะเคยเห็นใครทำ...สิทธิ์ของเราแท้ๆ

ปล. วันนี้ได้รู้จักเว็บ craigslist.com เว็บไซต์ประกาศขายทุกอย่าง ขายตัวก็มี...ขายตัวให้กับรักแท้...