05 October 2013

One shot. Part 1: Oslo

เมื่อเดือนที่แล้วได้มีโอกาสไปทำงานที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์มาครับ เลยอยากจะบันทึกความทรงจำเอาไว้ซักหน่อย แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับบางคนที่อยากไปเที่ยวที่นั่น

Oslo town hall




ออสโลเป็นเมืองหลวงที่ถือว่าค่อนข้างเล็ก ประชากรทั้งเมืองประมาณ 5 แสนกว่าคน แต่ทั้งประเทศก็มีคนแค่ 5 ล้านเองน่ะนะ สถาปัตยกรรมก็ค่อนข้างจะเก่าและขลัง ตึกในเมืองส่วนใหญ่อายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี อย่างออฟฟิศที่ผมทำงานก็สร้างก่อนปี 1900 โดยจะมีกฎหมายบังคับว่าจะตกแต่งด้านในยังไงก็ได้ แต่ด้านนอกต้องคงรูปลักษณ์ไว้เหมือนเดิม ซึ่งก็ช่วยให้เมืองคง theme เอาไว้ได้ดีมาก มองไปทางไหนก็จะได้กลิ่นอายของศตวรรษที่ 19 ขึ้นมาอยู่เนืองๆ

เอาล่ะ ในเมื่อมาเที่ยว เอ้ย! ทำงาน ก็จะเล่าเรื่องทั่วๆ ไปของนอร์เวย์เท่าที่รู้ซักหน่อย

นอร์เวย์เป็นประเทศในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย คือ 3 ประเทศยุโรปเหนือที่มีประวัติศาสตร์มาร่วมกัน อีกสองประเทศคือ สวีเดน และเดนมาร์ก โดยนอร์เวย์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก รัฐเก็บภาษีมหาโหด แต่สวัสดิการก็ดีสุดๆ เช่นกัน รัฐบาลจะจ่ายเงินดูแลประชาชนเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ตอนตกงานรัฐก็จัดที่อยู่และเงินให้ และยังถือว่าเป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพทางด้านการแสดงออกสูงมาก จนถึงระดับที่เรียกว่า "ขึ้บ่นไปซะทุกเรื่อง" (อันนี้เพื่อนคนนอร์เวย์บอกเอง)

สินค้าส่งออกหลักของนอร์เวย์ นอกจากแซลมอน (ที่จะเห็นธงนอร์เวย์ประดับอยู่ข้างรูปชิ้นซาชิมิแซลมอนทุกทีไป) ก็คงจะเป็นน้ำมันที่สร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล ทำให้งบประมาณประเทศของนอร์เวย์ เป็นสัดส่วนแค่ 2-3% ของรายได้ต่อปี ที่เหลือ? เก็บเข้าธนาคาร อาจจะฟังดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่แต่อย่างน้อยเงินก็ไม่หนีไปไหน และเมื่อน้ำมันถูกดูดออกมาจนหมดเงินตรงนี้ก็จะถูกนำมาใช้ไปได้อีกหลายสิบปี

สนามบิน Gardermoen

สนามบิน
ในออสโลจะมีสองสนามบิน แต่จะมีสนามบินหลักที่เดียวคือ Gardermoen Airport อยู่ห่างจากออสโลไปประมาณ 30 นาที ขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ผมชอบระบบเช็กอินอัตโนมัติมาก ร่นระยะเวลาต่อคิวไปได้โข ยึ่งถ้าเทียบกับที่สุวรรณภูมิแล้วคงต้องบอกว่า "สนามบินไทยต้องพัฒนาอีกเยอะ" การเดินทางเข้าเมืองมีสองทาง คือรถไฟด่วนกับรถบัส ซึ่งราคาพอๆ กันคือ 170NOK (แพงสัส) แนะนำว่าขึ้นรถไฟจะเร็ว และสะดวกกว่ามาก

เงิน!
มาอยู่ประเทศที่ค่าครองชีพสูงแบบนี้ เงินเยอะๆ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ อาหาร เสื้อผ้า ยา ค่าเดินทาง ที่นี่แพงหมด แต่คนที่นอร์เวย์จะไม่พกเงินสดครับ ใช้บัตรเดบิตได้แทบทุกที่ เสียบบัตร กดรหัส เสร็จ โอ้ว! มันสะดวกมากเลยล่ะซาร่าห์!!

ราคาอาหารที่นี่เรียกว่า "มหาโหด" ต้องบอกก่อนว่า ออสโล (รวมถึงนอร์เวย์ทั้งหมด) จะไม่มีร้านอาหารริมถนนแบบในไทย มีแต่ภัตตาคาร ซึ่งกินมื้อนึงก็ไม่ต่ำกว่า 300NOK (ราวๆ 1500 บาท) ฉะนั้นคนท้องถิ่นเค้าจะกินนอกบ้านกันเฉพาะโอกาสพิเศษจริงๆ เท่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะทำอาหารกินกันที่บ้าน สำหรับพนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานส่วนใหญ่จะมีโรงอาหารที่สามารถกินมื้อกลางวันได้ฟรี (ไม่อั้น!) ซึ่งผมก็ใช้วิธีประหยัดตัง (ถึงเค้าจะให้ pocket money มาก็เถอะ) ด้วยการยัดมื้อเที่ยงเอาเยอะๆ นี่แหละ

หมออยู่ไหน?
ที่นอร์เวย์ซื้อยาค่อนข้างลำบากมาก เพราะอะไรที่มีฤทธิ์มากกว่าพาราเซตามอลต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลก็แพงหูฉี่ + คิวโคตรยาวตลอดเวลา (เพราะว่ารักษาพยาบาลฟรี) เพราะฉะนั้นถ้าจะไปเที่ยวก็แน่นำให้พกยาไปเยอะๆ เอาให้เหลือๆ เพราะถ้ายาหมดนี่เป็นเรื่องแน่นอน

รถเมล์ Ruter สีแดงแรงฤทธิ์!

Ruter card ล่องเมือง

การเดินทางในออสโลสะดวกมาก มีทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถราง เรือ ค่าตั๋วรายเดือนก็ไม่แพง (ถ้าเทียบกับค่าครองชีพ) 630NOK ซึ่งก็ขึ้นได้หมดทุกอย่าง บัตรแตะ activate แค่ครั้งแรกครั้งเดียว แต่ต้องพกบัตรไว้ทุกครั้งที่ขึ้น ถ้ามีพนักงานมาตรวจแล้วไม่มีบัตรหรือบัตรหมดอายุก็จะโดนค่าปรับ 800 NOK (หรืออาจจะมากกว่า จำเลขไม่ได้) แต่ถ้าลืมจริงๆ ก็ซื้อตั๋วจากมือถือได้เหมือนกัน ซึ่งราคาก็จะมหาโหด (อีกแล้ว) เที่ยวละ 50NOK ราคาตั๋วดูได้ที่นี่

แท็กซี่ ไม่จำเป็นจริงๆ อย่าขึ้น ดูมิเตอร์แล้วอาจจะช็อกได้ ราคาเริ่มต้น 75NOK แต่ความน่ากลัวไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้ เพราะแค่วิ่งไปไม่กี่กิโล มิเตอร์ก็พุ่งไปเกือบ 200NOK แล้ว ยิ่งถ้าขึ้นตอนกลางดึกนี่จะแพงขึ้นอีก 50%

อาณา-จักรยาน
การใช้จักรยานเดินทางไปไหนมาไหนก็เป็นเรื่องปกติ เลนจักรยานก็เห็นได้ทั่วไป คนปั่นเต็มไปหมด เมืองไม่ใหญ่ ปั่นข้ามไปอีกฝั่งของเมืองได้ไม่เกินครึ่งชม. รถก็น้อย อากาศก็สะอาด มันช่างเป็นเมืองที่เหมาะแก่การปั่นจริงๆ

ในออสโลมีสถานีจักรยานสำหรับเช่าปั่นกระจายอยู่ คือสามารถทำให้ปั่นไปไหนมาไหนสะดวกขึ้นมาก แค่แตะบัตร ให้เวลาปั่น 3 ชม. แล้วจะเอาไปจอดที่สถานีไหนก็ได้ สะดวกมากๆ แต่ไม่แน่ใจว่าบัตรราคาเท่าไหร่ เพราะบริษัทผมซื้อบัตรมาให้ หารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บนี้

เริ่มยาวละ เรื่องเที่ยวเอาไว้วันพรุ่งนี้แล้วกัน


08 July 2013

how to set different wallpaper for each monitor in Ubuntu

Update: Nitrogen doesn't work well on Ubuntu 13.04

Setting different wallpaper for each screen is really more difficult than on Windows or OS X but isn't that difficult

There are just 2 steps.

First install GNOME Tweak Tool using command line.

sudo apt-get install gnome-tweak-tool

Now we have to stop file manager from handle the desktop background.


The desktop is now gone black, so we can use another application to handle it



Second, install nitrogen.

sudo apt-get install nitrogen

But nitrogen doesn't have icon so we have to launch it from a command line by typing

nitrogen

Now we can set different wallpaper for each screen.



03 July 2013

Is client god?

เมื่อวานที่ออฟฟิศมีคนเอากระทู้ในพันทิพมาโพส เป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกค้าคนนึงที่เข้าไปกินอาหารในร้านริมถนนร้านหนึ่งแล้วโวยวายตอนจ่ายตังเพราะพบว่าราคาอาหาร (ออส่วน) ที่สั่งราคา 90 บาท ไม่ตรงกับที่บอกในป้ายหน้าร้าน "อร่อยชัดเจน 35.-" ตัวเลขที่เห็นในป้ายน่ะมันคือชื่อร้านไม่ใช่ราคาของออส่วน เลยมีประเด็นเถียงกันนิดๆ หน่อยๆ ในห้องแชทของออฟฟิศว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด แต่สุดท้ายก็โดนตัดจบเพราะหลายคนได้กลิ่นดราม่าลอยมา แต่ส่วนตัวแล้วยังค้างคาใจนิดหน่อยเรื่องที่ว่าสิทธิของผู้บริโภคมันควรจะมีขีดจำกัดหรือไม่ ถ้ามีมันควรจะแค่ไหน?

การตั้งป้ายแบบที่สร้างความสับสนให้ผู้ซื้อมีอยู่ทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นในห้างสรรพสินค้า ป้าย "SALE up to 90%" ที่ใช้ up to ฟอนต์ขนาด 14 แต่ตัวเลขฟอนต์ 400 ไม่เห็นจะมีใครมาบ่นว่า "ชิ้นนี้แม่งลด 20% เสือกติดป้ายหน้าร้านซะใหญ่ว่าลด 90%" เรื่องแบบนี้ผมไม่มองว่าจะเป็นความผิดของผู้ขายเลยแม้แต่น้อย ผู้ซื้อต่างหากที่ควรจะรู้เท่าทัน และสอบถามให้แน่ใจ (หรือพอใจ) ก่อนซื้อเสมอ

แต่ประเด็นที่ก้ำกึ่งว่าผู้ขายจะหลอกลวงผู้บริโภคก็มีอยู่ (ซึ่งเรื่องในกระทู้ข้างต้นผมว่าไม่ใช่) เช่นเบอร์เกอร์หมูใน 7-ELEVEn ที่พลิกดูส่วนประกอบด้านหลังแล้วเสือกมี "เนื้อไก่ 12%" เขียนอยู่ด้านหลัง (เลขนี้มั่ว) ซึ่งถ้ามองในมุมนึงฉลากด้านหน้าก็ไม่ได้โฆษณาว่า "ปราศจากเนื้อไก่" แต่ถ้ามองอีกด้านอาหารเนื้อหมูก็ไม่ควรจะใส่เนื้อไก่ และคนที่ไม่เนื้อไก่ก็มีอยู่ (ผมละคนนึง ต้องระวังเรื่องกรดยูริก) ประเด็นแบบนี้ผมว่าก็สามารถจะร้องเรียนสคบ.ได้อยู่เหมือนกัน

ว่าถึงเรื่องสคบ. ตอนนี้ผมยังไม่เคยร้องเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เคยแต่ใช้เป็นทริกในการเจรจากับผู้ขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการบริการที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่าสินค้า เพราะสินค้าเป็นสิ่งที่เราได้เห็น ได้มีเวลาตัดสินใจ เปรียบเทียบ และตรึกตรอง (แน่นอนว่าก็มีบ้างประเภทที่ว่าซื้อทั้งที่ไม่ได้ยั้งคิด)

สรุปว่า ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า และ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน"

26 May 2013

เหนื้อออ!!

วันนี้ลองทำสเต็กเนื้อวัวดูครับ พบว่าเวิร์กมากก! เลยเอาสูตรมาจดไว้เผื่อใครอยากทำ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. เนื้อสันนอกวัว 200 - 300 กรัม - ของมันแน่อยู่แล้ว! หรืออาจจะใช้เนื้อส่วนอื่นก็ได้ แต่เวลาย่างอาจจะต่างกัน ความหนาประมาณ 1-1.5 ซม. หนากว่านี้อาจจะกะความสุกยาก **คุณภาพของเนื้อก็สำคัญมาก ถ้าไม่เอาเนื้อนำเข้า แนะนำเนื้อโพนยางคำ Thai-French หรือเนื้อโคขุนกำแพงแสน KU Beef**
  2. พริกไทยดำ - แบบขวดที่ใช้มือหมุนบด
  3. เกลือ - เกลือแบบเม็ดใหญ่ๆ จะดีมาก แต่เกลือธรรมดาก็ได้แหละ
  4. น้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนโต๊ะ
  5. ไวน์แดง 3-4 ช้อนโต๊ะ
  6. เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  7. ผัก (แครอท หัวไชเท้า กะหล่ำ) - ปริมาณแค่ไหน หั่นแบบไหนก็ตามสะดวก
วิธีทำ
  1. ล้างเนื้อให้สะอาด โรยพริกไทยดำที่เนื้อทั้งสองด้าน ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 15 นาที
  2. โรยเกลือและทาน้ำมันมะกอก ด้านละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วเอาส้อมทิ่มเนื้อทั้งสองด้าน (ทิ่มลึกประมาณครึ่งนึงของความหนา) ส่วนที่เป็นไขมันก็ต้องทิ่มด้วย ทิ้งไว้อีก 15 นาที
  3. กระทะเทฟลอน (ผมใช้เตาย่างเอนกประสงค์) ตั้งไฟอ่อน ทาเนยให้ทั่ว
  4. เอาเนื้อลงกระทะ ราดด้วยไวน์แดงประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ที่ด้านบน ทิ้งไว้ ประมาณ 30 วินาทีแล้วพลิกเนื้ออีกด้านมาราดไวน์แดง
  5. "ไฟอ่อน" พลิกเนื้อกลับไปมาให้สุกทั้งสองด้าน **ส่วนจะเอาสุกระดับไหนต้องกะด้วยสายตาเอาเอง** -- ผมชอบแบบ  medium ก็จะรอให้น้ำซุปเนื้อ (เลือด) สีน้ำตาลออกมา แล้วรออีกประมาณ 1-2 นาทีก็จะได้ที่ (ถ้าจะลอง medium rare ก็เอาขึ้นได้ตั้งแต่เห็นน้ำซุปเนื้อเลย)
  6. ระหว่างที่ย่างเนื้อ ก็เอาผักลงไปผัดพร้อมกันข้างๆ เลยได้ ไม่ต้องสุขมาก แค่พอให้มีรอยไหม้ด้านนอก (ข้างในยังกรอบอยู่) -- บางคนผัดแยกต่างหาก แต่ผมชอบแบบนี้มากกว่า ได้กลิ่นเนื้อด้วย
  7. เอาใส่จานแล้วก็กิน! น้ำจิ้ม (ซอส) แล้วแต่ชอบ -- วันนี้กินคู่กับไวน์แดง Bin 2 (ที่ใส่เนื้อน่ะแหละ พอดีเหลืออยู่ในตู้เย็นครึ่งขวด) ฟินมาก!

เนื้อ top sirloin ที่ใช้วันนี้ประมาณ 480 กรัม หนาสองเซ็นต์ แต่ก็ทำสำเร็จนะ ได้ medium ดังรูป :)


ปล. ไวน์ครึ่งขวดหมดเกลี้ยง ใส่เนื้อไป 4 ช้อน ที่เหลือก็...นะ
ปล2. เมาตั้งแต่บ่ายโมง เชี่ยมาก
ปล3. ถึงจะกินแบบนี้ (หยุดสามวันกินเนื้อแม่งสามวันเลย) แต่น้ำหนักก็ยังลงนะ อิอิ

29 April 2013

Swim, Swim, Swim.

เริ่มลดน้ำหนักมาด้วยการควบคุมอาหาร + ว่ายน้ำมาได้สามเดือนครับ น่าจะถึงเวลามาสรุปผลอะไรซักหน่อย


  • น้ำหนักลดไป 10 กิโล -- อันนี้ชัดเจนมากๆ อยู่แล้ว แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ 15 กิโล
  • เอวหายลงไป 4 นิ้ว -- แอบเซ็งนิดๆ เพราะกางเกงที่ซื้อมาใหม่ทุกตัวหลวมแบบใส่ไม่ได้ ต้องไปขุดตัวที่ซื้อมาสมัยมหาลัยมาใส่
  • แน่นอนว่าแขนกับขาก็เล็กลงด้วย
  • การทรงตัวดีขึ้น -- รู้สึกชัดมากเวลาใส่กางเกงหรือทำท่าวอร์มอัพ เมื่อก่อนเซแทบล้ม
  • กินน้อยลง -- ช่วงแรกก็ต้องบังคับตัวเอง แต่พอลดปริมาณไปได้ซักพักร่างกายก็เริ่มชิน โดยเฉพาะมื้อดึก เดี๋ยวนี้ไม่หิวแล้ว
  • ไม่เป็นตะคริวตอนนอนแล้ว! -- เมื่อก่อนรำคาญมากครับ นอนๆ อยู่แล้วเป็นตะคริวที่น่อง ทรมานโคตรๆ
ส่วนเรื่องความมั่นใจตัวเองเพิ่มขึ้นคงไม่ต้องพูดถึงอะนะ หึหึ
ส่วนโปรแกรมลดน้ำหนักเป็นยังไงเดี๋ยวไว้มาเล่าคราวหลัง ไม่น่าเกินสองสามวันนี้

ปล. ลางานวันที่ 2-3 พ.ค. ครับ นอนหลังยาวอยู่บ้าน วู้วววว~~

27 May 2012

Claiming your Apple product

เมื่อวันศุกร์เอา iPad 2 ของตัวเองไปเคลมที่ศูนย์แมคอินทอชเซ็นเตอร์ที่สยามดิสคัฟเวอรีมาครับ ปัญหาเพราะจอมีแสงลอด ซึ่งจริงๆ มันมีมาตั้งแต่ซื้อแล้วแหละ แต่ก็ใช้มาแบบไม่ได้คิดอะไร จนประกันใกล้จะหมด เลยคิดว่าไปเอาเครื่องใหม่ดีกว่า 555

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เค้ากรอกข้อมูล (ดูอาวุโสพอสมควร อาจจะเป็นหัวหน้าหรือไม่ก็ผู้จัดการสาขา) ก็เลยลองถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องประกันสินค้าแอปเปิลมาพอสมควร เลยเอามาใส่ในนี้เผื่อใครอยากรู้

สินค้าแอปเปิลทั้งหมดยกเว้น iPhone จะประกน worldwide ครับ นั่นคือเอาเครื่องไปเคลมที่ประเทศไหนก็ได้ในโลก ระบบจะตรวจสอบ serial number ได้เอง แต่แน่นอนว่าต้องรอประมาณ 1 อาทิตย์ถึงจะได้เครื่องใหม่ ดังนั้นถ้าไปเที่ยวต่างประเทศไม่กี่วันนี่ก็กลับมาเคลมที่ไทยดีกว่าครับ

แมคอินทอชเซ็นเตอร์นี่ถือเป็นตัวแทนส่งซ่อมโดยถูกต้องของแอปเปิล (เข้าใจว่ามีของ iStudio อีกเจ้า) รับเคลบมสินค้าทุกอย่าง ยกเว้น iPhone ที่ซื้อมาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ที่ซื้อมาจากไหนก็ต้องไปเคลมที่ศูนย์ของเจ้านั้น ส่วน iPhone ที่สั่งจาก Apple Online Store ของไทย (ย้ำว่าของไทยเท่านั้น!) ถึงจะมาเคลมที่แมคเซ็นเตอร์นี่ได้ พวกเครื่องนอกทั้งหลายก็หมดสิทธิ์

อาการปกติที่เจอพวกปุ่ม home กดไม่ติด กล้องเสีย จอแสงลอด - มี dead pixel นี่สามารถเคลมได้ทันทีเลย ส่วนอาการอื่นๆ ต้องส่งเรื่อง-รูปให้ Apple ตัดสินใจ ซึ่งก็จะใช้เวลาเพิ่มอีกวัน แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ต้องทิ้งเครื่องไว้ เอามาใช้ได้ แต่ถ้าเคลมได้แล้วต้องทิ้งเครื่องไว้ สงสัยจะกันไม่ให้เอาไปใช้ปู้ยี่ปู้ยำจนพัง (เพราะจะได้เครื่องใหม่แล้วนี่ :P)

เครื่องที่ได้มาจากการเคลมอาจจะเป็นเครื่องใหม่จากสายการผลิต ที่เอามาใช้เป็นเครื่องเคลมโดยเฉพาะ หรืออาจจะเป็นเครื่อง refurbished ก็ได้ ซึ่งต้องลุ้นเอา ทางแมคเซ็นเตอร์เองก็ไม่รู้ว่าเครื่องไหนบ้างที่เป็นเครื่องใหม่ หรือ refurbished ส่วนตัวเข้าใจว่าถ้าเครื่องรุ่นนั้นเลิกผลิตไปแล้วโอกาสได้เครื่อง refurbished ก็มีสูง

ถ้าเอาเครื่องไปเคลมก่อนที่จะหมดประกัน เครื่องที่ได้มาใหม่จะได้ประกัน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับเครื่อง ซึ่งถือว่าคุ้มเหมือนกัน หมายความว่าไปเคลมเอาเครื่องใหม่มาวันที่จะหมดประกันพอดี ก็จะได้ประกันต่ออีกสองเดือน

ศูนย์ในไทยทั้งหมดขึ้นกับ Apple Singapore เครื่องใหม่ที่จะได้ก็จะมาจากสิงคโปร์นี่ล่ะ ส่วนของ AIS-Dtac-True นี่ไม่แน่ใจ แต่เค้าบอกว่าระบบการส่งซ่อมเหมือนกันทั้งหมด ก็น่าจะจากสิงคโปร์นี่ล่ะมั้ง

ประเด็นหลักๆ ก็ประมาณนี้ ถ้าสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ถามมาในคอมเมนต์ได้นะ เดี๋ยวตอนไปรับเครื่อง (รอประมาณ 1 อาทิตย์อย่างที่บอกไป) จะไปถามเค้าอีกรอบ

ปล. ตอนแรกที่จะไปเคลมนี่เพราะว่าอาการจอเป็นจุด (เหมือนโดนนิ้วจิ้ม) แต่ปรากฏว่าต้องถ่ายรูปส่งไปให้ Apple ตัดสินใจ เลยบอกเค้าไปว่าจอมีแสงลอดด้วย เลยเคลมได้ทันทีเลย

ปล2. เจ้าหน้าที่แม่งถ่ายรูปเคลมด้วย iPhone เปรี้ยวมาก

20 March 2012

1 ปีกับ Windows Phone


ใช้ Windows Phone มาครบ 1 ปี มีทั้งจุดที่ชอบและไม่ชอบ เลยน่าจะเอามาโพสไว้ให้สำหรับคนที่กำลังจะซื้อมือถือตัดสินใจ เพราะได้ข่าวว่า Nokia Lumia จะเข้ามาขายในไทยแล้ว

จุดดี
  •  ใช้งานง่ายมาก ทั้งระบบทำงานสอดคล้องกัน การสั่งงานแบบเดียวกันทั้งหมด กด back เป็น back กด Home เป็น Home
  • การทำงานโดยรวมเสถียรดีมาก อาการค้างยังไม่เคยเจอ และอาการหน่วงแทบไม่มีให้เห็นแล้ว
  • แอพโดยส่วนใหญ่ออกแบบได้ดีมาก เทียบกับแพลตฟอร์มอื่นแล้วเห็นถึงความตั้งใจ
  • Live Tiles มันคือการออกแบบที่เหมาะสมแล้ว เนื้อหาจะถูกส่งมาให้ผู้ใช้เอง โดยที่ไม่ต้องเข้าแอพ แบบ iOS
  • People Hub ที่รวม Facebook กับ Twitter เข้ามาด้วยกันก็ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น พอ link account แล้วรูปโปรไฟล์จะอัพเดทเป็นปัจจุบันให้ด้วย
  • Group contacts นี่เรียกว่า Killing features ได้เลย ทำให้เราติดต่อ/ติดตามความเคลื่อนไหวของคนที่เราสนิท หรือสนใจเป็นพิเศษได้
  • Messaging Hub แชทกับ WLM/Facebook chat ได้ ที่ชอบที่สุดคือสลับแชทไปมาระหว่าง SMS<->IM แล้วมันจะรวมอยู่ในเธรดเดียว
  • Microsoft Office Mobile ถึงจะไม่ได้ใช้งานจริงจังเท่าไหร่ แต่ก็ตอบสนองความต้องการได้ดี น่าเสียดายที่มัน Video out ไม่ได้ ไม่งั้นจะเทพมาก
  • Toast notification ดีกว่า iOS และ Android แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน (ดูด้านล่าง)
  • ปุ่มกล้องมันสะดวกจริงๆ นะ
จุดด้อย
  •  ไม่รองรับภาษาไทย เป็นจุดที่ขัดใจที่สุด ใน browser ไม่ตัดคำให้ บางเว็บไม่แสดงผลเลย บางแอพก็ใช้งานไม่ได้ แถมคีย์บอร์ดที่มีให้ก็ดันไปทับตารางตัวอักษรเดิม กลายเป็นว่าสัญลักษณ์บางตัวกลายเป็นตัวอักษรไทยไปอีก
  • Multitasking จะว่าแย่ก็ไม่ถูก แต่ข้อจำกัดมันเยอะไปหน่อย รันได้สูงสุดแค่ 5 แอพ (แต่เห็นว่าจะเพิ่มเป็น 8 แล้ว) แล้วการเรียกใช้งานก็ค่อนข้างสับสนในช่วงแรกๆ ต้องกด back หรือ hold back ถึงจะใช้ resume ได้ ถ้ากด home จะเริ่มแอพใหม่
  • Marketplace ที่เข้าขั้นห่วย แถมระบบอัพเดทแอพก็ไม่ค่อยเสถียร บางทีก็ไม่ขึ้นให้อัพเดททั้งที่เลขเวอร์ชันมันต่างกับที่อยู่ในเครื่อง
  • Bing นี่ก็ใช้งานในไทยได้ไม่เต็มที่ Local scout ไม่มี หาสถานที่ก็ไม่ค่อยจะเจอ web search นี่ไม่ต้องพูดถึง
ที่จริงแล้วข้อดีมีมากกว่านี้ แต่ใช้แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีประโยชน์ตอนใช้งาน เลยไม่ได้ใส่มาด้วย เพราะแค่นี้ก็โฆษณาจนแทบจะเป็น brand Ambassador อยู่แล้ว :P

ปล. กำลังจะซื้อ iPhone เดี๋ยวมาว่ากันอีกรอบว่าทำไมถึงเลือกที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นสาวก